| ะ
Hitch
- Part 2
Scene 4: ขณะที่ Sara
ทำงานอยู่ที่ทำงาน ก็มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง
(ซึ่งก็คงถูกจ้างมาแหละ) เอาของมาส่งให้เธอ
ซึ่งพอเธอเปิดดูก็เป็นวิทยุ Walkie-Talkie แล้วก็มีเสียงของ H
ส่งจากระยะใกล้ๆมา
[สิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือในตอนที่ 3 H
ไม่จำเป็นจะต้องขอเบอร์โทรศัพท์ของ Sara ซึ่งถ้า H
ขอก็คงจะดูเหมือนผู้ชายหน้าหม้อทั่วไปในสายตาของ Sara
และนอกจากนั้นแล้วในอเมริกา ถ้ารู้ชื่อจริงๆก็สามารถ Google
หาดูว่าคนๆนั้นเป็นใครอยู่ที่ไหนได้ไม่ยาก
แต่ถ้าหากไม่ใช่อเมริกา
วิธีที่ทำได้ก็คือแทนที่จะขอเบอร์ก็คือฝ่ายผู้ชายให้เบอร์ไปเอง
คืออะไรก็ได้ที่ไม่ได้ทำตัวให้เหมือนผู้ชายทั่วไป
อย่างน้อยก็จะทำให้มีภาษีดีกว่าคนอื่น]
H ชวน Sara ไปเดทวันอาทิตย์ตอนเช้า
หลังจากอิดออดอยู่ซักพัก ท่ามกลางเพื่อนร่วมงานที่ยุ Sara
เธอก็ยอมรับที่จะไป หลังจากเธอรับนัด เด็กส่งของก็ถามว่า
อาทิตย์เช้าใช่ไหม
ก่อนจะยื่นกล่องที่ใส่ชุดกันน้ำออกมาให้กับเธอ
[อยากจะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ H
พยายามทำทั้งหลายนั้น
ฮีพยายามทำในสิ่งที่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำกัน
ไม่ว่าจะเป็นไม่ขอเบอร์ นัดเดทตอนเช้าตรู่
(ผู้ชายส่วนใหญ่จะนัดเดทตอนกลางคืนเพราะหวังว่าคืนนั้นเดทจะจบลงบนเตียง
lol) ซึ่งเป็นการบอกใบ้จาก H ทางอ้อมว่าอยากจะใช้เวลาด้วยกันกับ
Sara จริงๆไม่ใช่หวังอย่างอื่น
สิ่งต่างๆที่ทำเหล่านี้ก็เพื่อสื่อให้ Sara เห็นว่า H
ไม่ใช่ผู้ชายทั่วๆไป
การใช้ Walkie-talkie
แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ที่หาอะไรใหม่ๆมาทำที่อีกฝ่ายคาดไม่ถึง
ซึ่งจริงๆทำไม่ยากเลย
ก็แค่มองให้ออกว่าผู้ชายทั่วไปเค้าทำยังไงกัน
แล้วก็ทำอีกแบบนึงเท่านั้น แทนที่จะโทรศัพท์
ก็หาวิธีอื่นี่จะติดต่อเท่านั้นเอง นอกจากนี้การใช้
Walkie-talkie ยังได้ผลอีกอย่างคือ
ขณะคุยกันนั้นเพื่อนร่วมงานของ Sara
ต้องได้ยินที่สองคนนั้นคุยกันแน่ๆ
สำหรับคนที่รู้ว่าควรจะทำตัวหรือพูดจายังไงแบบ H
ถือว่าเป็นการทำคะแนนกับเพื่อนร่วมงานของ Sara ภายในตัว
และแน่นอนพวกเพื่อนร่วมงานเนี่ยตัวยุดีนัก มีหรอจะไม่ยุให้ Sara
รับนัด..
แต่แน่นอนถ้าผู้หญิงไม่ว่างตอนเช้า
และว่างตอนเย็นแทน ผมแน่ใจว่า H ต้องมี plan B ไว้แล้ว
เพราะว่าเด็กส่งของถามว่า อาทิตย์เช้าใช่รึเปล่า
ก่อนจะยื่นกล่องใส่ชุดกันน้ำให้เธอ ซึ่งถ้า Sara
บอกว่าว่างเฉพาะตอนเย็น
ผมเชื่อว่าเด็กส่งของคงจะหยิบกล่องอีกกล่องส่งให้เธอ
แต่ของในกล่องจะเป็นอะไรคงต้องไปคิดกันเอาเอง
lol]

Scene 5: เป็นการเดทระหว่าง H กับ Sara ซึ่ง H ได้เช่า
Jetski ไว้สองคันไปขับเล่นกัน ตรงนี้ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่
ที่น่าสนใจก็คือ H พา Sara ไปที่museumของพวกอพยพสมัยแรกๆ
ในหนังนั้นเรื่องเกิดที่ New York ซึ่งแน่นอน New York
เป็นจุดที่รับคนจากชาติอื่นที่นั่งเรือมาจากทวีปอื่นมาลงที่เมกา
ถึงได้มีเทพีสันติภาพ
เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกที่จะมีmuseumของพวกอพยพ
ซึ่งบรรพบุรุษของ Sara
นั้นก็เป็นหนึ่งในหลายๆคนที่อพยพเข้ามา
และก็ได้เขียนชื่อลงนามในสมุด ซึ่งพอ H พา Sara
ไปดูสมุดเล่มนั้นแล้ว Sara เห็นชื่อบรรพบุรุษตัวเอง
ถึงกลับปล่อยโฮออกมาเลย
[Scene นี้สำคัญตรงที่ H ทำให้ Sara
ปล่อยโฮเนี่ยแหละครับ จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
(ตามท้องเรื่อง H บอกว่าไม่คิดว่ามันจะออกมาเป็นแบบนี้)
ผมว่าการทำให้อีกฝ่ายเสียศูนย์
เนี่ยนับว่าเป็นวิธีการจีบสาวที่ค่อนข้าง มาร อย่างหนึ่ง
เพราะเวลาคนเราเสียศูนย์มักจะการ์ดตก
พอการ์ดตกแล้วการอ่านอีกฝ่าย หรือ ชักจูงอีกฝ่าย
ก็จะเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าในเวลาปกติ
นอกจากนี้เวลาอีกฝ่ายเสียศูนย์ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ชายทำคะแนนได้มากกว่าปกติด้วย
ถ้าจะยกตัวอย่างในแง่ของหนังไทย
ก็เหมือนกับ พระเอกจ้างผู้ร้ายมาแกล้งนางเอก
แล้วตัวเองเข้าไปช่วยเพื่อทำคะแนน แต่ในกรณีของ ของ H
นั้นก็ไม่ได้ทำให้ Sara เสียศูนย์แบบไม่ดี
สิ่งที่เกิดขึ้นก็แค่เธอร้องไห้คิดถึงญาติผู้ใหญ่เท่านั้น]

Scene 6: H
ได้รับงานจากลูกค้าใหม่ที่ชือ Albert
เป็นหนุ่มอ้วนที่ทำงานในบริษัทรับปรึกษาด้านการเงินให้กับผู้หญิงที่ชื่อ
Allegra ที่เพิ่งจะอกหักจากแฟนที่เป็นเจ้าชายชาวสวีเดนเพราะว่า
แฟนนอกใจไปมีสาวใหม่ สำหรับ Albert แล้วการจีบ Allegra
เป็นเหมือนหมามองเครื่องบินเลย เพราะเนื่องจากตามท้องเรื่อง
Allegra เป็นผู้หญิงโสดที่ตอนนั้น ฮอทที่สุดใน New York
ซึ่งแน่นอน H ก็รับปากจะช่วย Albert
H บอกให้ Albert
ทำอะไรก็ได้โดยต้องให้ออกมาเป็น Shock & Awe
เพื่อที่จะทำให้อีกฝ่ายสนใจ ซึ่งสิ่งที่ Albert
เลือกทำนั้นถือว่าเป็นการวางเดิมครั้งใหญ่เลยทีเดียว
เ
ในห้องประชุมของบริษัทรับปรึกษาด้านการเงิน
ซึ่งมีผู้ประชุมประมาณสิบคน Albert เพื่อนร่วมงานของเขา
เจ้านายใหญ่ และ Allegra
ซึ่งเธอก็ได้เปรยว่าอยากจะเอาเงินส่วนนึงมาลงทุนเปิดร้านออกแบบเสื้อผ้ากับเพื่อนๆของเธอ
ส่วนเจ้านายใหญ่ซึ่งเป็นเพื่อนของพ่อของเธอที่ตายไป
ได้ตอบปฏิเสธแบบเลี่ยงๆว่า ก็เป็นความคิดที่ดี
แต่ก็ยังมีอย่างอื่นที่น่าสนใจลงทุนอีกหลายอย่าง
ไว้ครั้งหน้าจะเอาlistมาเสนอว่ามีอะไรบ้าง ซึ่ง Allegra
พอได้ฟังก็หน้าเจื่อนไป
ทันไดนั้น Albert ก็ยืนขึ้นพูดมาว่า
จริงๆแล้วความคิดของ Allegra ก็ดีเหมือนกัน
ฝ่ายเจ้านายก็หน้าเขียวเพราะว่าลูกน้องมาหักหน้า หันไปตวาดAlbert
ให้นั่งลง
ส่วนAlbert ก็ไม่ยอมแพ้ทุบโต๊ะ
พร้อมทั้งขึ้นเสียงไปว่า Allegra เป็นลูกค้าของเรา
แทนที่เราจะบังคับเธอว่าควรจะทำยังไงกับเงินของเธอ
เราควรจะฟังความเห็นของเธอด้วย
พร้อมทั้งทำท่าโมโหเดินออกไป
[จีบสาวก็เหมือนการรบตีเมืองขึ้นแหละครับ
จะล้อมนานๆรอให้อีกฝ่ายหมดเสบียง
หรือจะหาวิธีจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวเพื่อหวังเผด็จศึกเร็วๆ
สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่มักจะเลือกวิธีล้อมเมืองมากกว่า 8 เดือน 1ปี
2ปี จนกว่าชาวบ้านจะใจอ่อนเปิดประตูเมือง
ถ้าไม่โดนกองทัพเผด็จศึกคาบไปแ*กซะก่อน lol.
ซึ่งถ้าเราจับจุดอ่อนไม่ว่าจะเป็นทางภูมิประเทศ หรือ
ทางการเมืองออก
ก็อาจจะหาวิธีให้อีกฝ่ายยอมจำนนโดยที่ไม่ต้องเสียทหารซักคนก็ได้นะครับ
อิอิ
กลับมาเรื่อง Albert ความสำคัญของ
Sceneนี้ก็คือ การที่Albert ยอมเสี่ยงมีปัญหากับเจ้านาย
เพื่อที่จะทำตัวให้เด่นขึ้นมาเป็นที่สนใจของ Allegra ได้
นึกสภาพของAlbertดีๆสิครับ แค่ลูกจ้างธรรมดา
อ้วนๆอย่างงั้นจะเข้าไปจีบ Allegra ด้วยวิธีธรรมดาไม่ได้แน่
เพราะฉะนั้นถึงต้องทำอะไรที่ Shock & Awe
เพื่อที่จะทำให้คนที่ high profile อย่าง Allegra
มาสนใจ
ถ้าไม่ใช่สร้างสถานการณ์ดึงให้ตัวเองเด่นขึ้นมา
ต่อให้จริงใจก็จริงใจเถอะครับ ไม่มีทางได้แอ้มแน่ ซึ่งในกรณี
Albert นี่ถือว่าโชคดีตามท้องเรื่องด้วย เพราะว่า Allegra
เพิ่งจะอกหักจากเจ้าชายสวีเดนที่หล่อๆรวยๆ
เลยอาจจะไม่ได้อยากได้คนที่ดูดีหรือมีอะไรดี
แต่อยากได้คนที่ดูใสซื่อจริงใจมากกว่า
เข้าล๊อคพอดี
แล้วสิ่งที่ผมพูดมาก็ไม่ใช่เฉพาะแต่กับในหนัง
ในชีวิตจริงก็มีให้เห็นอยู่ทนโท่อย่างกรณีแฟนใหม่ของ Jennifer
Aniston ที่ชื่อ Vince Vaughn ความหล่อต่างกับ Brad Pitt
หลายขุม

Vince Vaughn
]
-------------------
ตัวกวน 3 ก.ย. 2548 เวลา 06:46 น.
My boyfriend used to ask his mother, 'How
can I find the right woman for me?' and she would answer,
'Don't worry about finding the right woman- concentrate on
becoming the right man.' [Author unknown] |