Hitch - Part I

Hitch (part I)

 

มีหลายคนบอกว่าดูหนังเรื่อง Hitch แล้วนึกถึงผม หลังจากโดนยุจากหลายคนให้ไปหามาดู ก็ได้ไปเช่ามาดูว่ามันเป็นยังไง ดูแล้วหัวเราะเลยครับ เพราะผมว่าผมมองออกว่า tricks ต่างๆที่ตา Hitch ใช้คืออะไรบ้าง และกะว่าจะชี้ให้ดู human interaction เป็นจุดๆตาม sceneที่สำคัญๆพร้อมคำอธิบายในแบบของผม

 

Spoilers ahead* ถ้าใครยังไม่เคยดูแล้วไม่อยากจะรู้เรื่องว่าเป็นยังไง อย่าอ่านต่อละกันครับ :P

 

 

 

 

Scene1: ตอนขึ้นต้นเรื่อง H พูดว่า ที่ผู้หญิงหลายคนชอบแก้ตัวว่า ช่วงนี้ยังไม่อยากมีแฟน หรือ ยังอยากจะสนุกกับการทำงานอยู่ ล้วนแล้วแต่ Bullsh*t อันนี้เห็นด้วยอย่างแรง เพราะ ถ้ามีผู้ชายที่ดีๆที่ถูกใจจริงๆ (ย้ำว่าต้องถูกใจจริงๆ) เข้ามามีหรอจะไม่สน น้อยคนที่อยากจะต้องอยู่คนเดียวตอนแก่อย่างเดียวดาย :P พอดูซีนนี้แล้วทำให้นึกถึงquoteอันนึงที่เคยเขียนไปแล้วว่า

 

There are things women say they want

There are things women think they want

And

Then there are things women actually respond to

 

พูดง่ายๆก็คือผู้หญิงน้อยคนที่จะรู้จักตัวเอง สิ่งที่ผู้หญิงพูดว่าไม่ พอเจอเข้าจริงๆอาจจะกลายเป็น “ใช่” ก็ได้ เพราะฉะนั้นควรจะให้สำคัญกับ “ปฏิกริยาตอบสนอง” มากกว่า “คำพูด” ที่ว่าอย่างงี้ดี อย่างงี้ไม่ดี… สิ่งที่ตามกลับมาก็คือ เกือบทุกการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงได้ถ้า “เงื่อนไข” มันให้พอ lol..

 

Scene2: H เล่นสนุ๊กอยู่กับเพื่อน แล้วก็เห็นสาวคนหนึ่งโดนหนุ่มๆรุมจีบ ประมาณว่ามีหนุ่มประมาณสี่ห้าคนยืนคุยอยู่กับสาวคนนั้น สิ่งที่ H ทำก็คือเดินเข้าไปพร้อมกับยัดแบงค์สิบให้กับสาวคนนั้น แล้วทำทีเป็นว่าพูดกับพนักงานเสิรฟ์ว่าอยากได้เบียร์ขวดนึงแล้วก็เดินออกมา

 

ซึ่งแน่นอนสาวคนนั้นไม่ใช่พนักงานเสิรฟ์ พอถูกคิดว่าเป็นพนักงานเสิรฟ์ก็โมโห เดินออกมาจากกลุ่มผู้ชายแล้วตาม H มาพร้อมกับด่า H ว่า jerk ไม่รู้จักดูดีๆหรอว่าใครเป็นพนักงานใครไม่ใช่  H ตอบกลับมาว่าก็รู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ แต่ถ้าไม่ทำอย่างงั้นแล้วจะดึงผู้หญิงออกมาจากผู้ชายกลุ่มนั้นได้ยังไง พอผู้หญิงได้ฟังอย่างงั้นก็ยิ้ม

 

ผมว่าคนเราถ้าทำอะไรที่ดูฉลาด, มีสไตล์ และ ครีเอทีพ แล้วละก้อ ส่วนใหญ่จะสามารถget away with it ได้ไม่ว่าจะเป็นการจีบสาวหรือเรื่องอื่นๆ อีกแบบนึงที่คล้ายๆกันที่ผมเคยได้ยินมาก็คือ ผู้ชายเดินผ่านapartment ที่หนึ่งที่กำลังมี party กับอยู่ และก็มีสาวน่ารักคนหนึ่งโดนรุมล้อมด้วยผู้ชายหลายๆคนที่แต่งตัวดีๆ ส่วนหนุ่มนั้นก็เสื้อยืดกางเกงยีนส์กับหมวกแก็ปธรรมดา สิ่งที่หนุ่มคนนั้นทำก็คือเดินเข้าไปแล้วพูดว่า

 

“Excuse me..” เว้นระยะเพื่อดึงความสนใจ

“Forgive me for the interruption” เว้นระยะเพื่อดึงความสนใจมากขึ้น

“I would like to take you out, but unlike these gentlemen over here I don’t have a lot of time.  If you can find your own reasons to want to spend sometimes with me, then call me” แล้วก็ทิ้งกระดาษใส่เบอร์ไว้ให้ พร้อมกับเดินออกไป

 

ตัวอย่างนี้มีโครงที่ค่อนข้างคล้ายกับในหนัง หลักที่สำคัญคือว่า การทำตัวให้แตกต่างจากผู้ชายคนอื่นๆ ผมว่าการที่หนุ่มๆหลายๆคนไปรุมล้อมสาวน่ารักๆเนี่ยมันดู patheticมากไปหน่อย แต่ก็ดีเพราะเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่รู้จักวิธี เข้าไปทำความรู้จักกับผู้หญิงคนนั้นโดยทำให้เราดูแตกต่างจากผู้ชายคนอื่น ถามว่าเป็นวิธีที่ดีไหม ก็อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด และก็อาจจะไม่ได้ผล แต่อย่างน้อยสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนที่ใช้วิธีนี้ทำตัวเองให้ “แตกต่าง” จากผู้ชายคนอื่นที่เข้ามาจีบ  ผลก็คือทุกคนอาจจะแห้วหมดก็ได้ เพราะใครจะไปรู้ว่าผู้หญิงต้องการอะไร แต่อย่างน้อยคนที่ทำอย่างงี้ก็ดูมีภาษีกว่าพวกที่รุมล้อม..

 

 

Scene 3: H เห็น Sara (นางเอก) ที่ผับ แล้วถามbartenderว่าสาวคนนั้นชอบดื่มอะไร เพื่อที่จะสั่งมาแล้วเดินเอาไปให้ (ซึ่งตามความเห็นของผมเดินเอามาให้คงจะดีกว่าสั่งให้พนักงานเอามาให้ เพราะอย่างงั้นมันดูเหมือนคุณแอบ กลัวๆไม่ค่อยมั่นใจไปหน่อย) ซึ่งแน่นอนถ้ารู้ว่าอีกฝ่ายชอบทานอะไรก็ดูเป็นการทำการบ้านที่ดีกว่าจะเดินดุ่ยๆเอาอะไรไม่รู้ที่อีกฝ่ายอาจจะไม่ชอบก็ได้..

 

แต่เดินถือแก้วไปยังไม่ทันไปถึงก็โดนหนุ่มคนนึงตัดหน้าเข้าไปจีบ Sara ก่อน.. ซึ่งหนุ่มคนนั้นก็ประเภทจีบเสี่ยวๆ H เลยได้ทีเข้าไป “ช่วย” โดยเดินเข้าไปตบบ่าหนุ่มคนนั้น ขณะที่พูดกับ Sara ว่า “โทษทีที่มาสาย รอนานไหมที่รัก” หนุ่มนั้นก็จ๋อยไปเลย

 

การที่ H เข้ามาแบบนั้นแสดงให้เห็นว่าเค้าเป็นคนขี้เล่น และการที่ Sara เล่นละครไปกับ H ด้วยก็แสดงให้เล่นว่าเธอเป็นคนขี้เล่นเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าหาก Sara ตอบไปว่า “คุณเป็นใครฉันไม่เห็นรู้จักเลย” คนที่หน้าแตกก็คือ H แต่ผลก็คือ Sara ก็ต้องนั่งติดแหง่กคุยกับหนุ่มเสี่ยวนั่นต่อไป ส่วนHก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจเพราะว่าถ้าสาวคนนั้นตาต่ำอยากจะคุยกะหนุ่มเสี่ยวๆและไม่มีความขี้เล่น ก็ไม่เห็นมีประโยชน์ที่จะเข้ามาทำความรู้จัก (จาก perspective ของ H ไม่ว่าผลจะออกมายังไงก็ win-win อยู่ดี ซึ่งแน่นอนคนที่รู้จักมองโลกในแง่ดี ย่อมจะมีความสุขกว่าคนอื่น อิอิ)

 

หลังจากนั้นสองคนก็คุยกัน ซึ่งผมว่าบทสนทนาของสองคนนั้นน่าสนใจพอดู…

 

H: You know…it’s really hard at a place like this to approach the woman like you. You’re sending all the right signals – no earrings, hill under two inches, hair pulled back, reading glasses but no book, you ordered a grey goose martini because a beer isn’t gonna cut it. And if that’s not enough, there’s always that +++ off on your face coz she doesn’t believe if there will be a guy who’s genuinely interested in her.

 

[สิ่งที่ H ทำเรียกว่า Cold Reading ซึ่งก็คือการพยายามอ่าน character และนิสัยจากอีกฝ่ายที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนโดยการสังเกตุ ซึ่งในกรณีนี้สิ่งที่ H มองคือว่า Sara ไม่ต้องการให้ใครมายุ่งดูจากการแต่งกายก็บอกได้ เพราะไม่ได้ใส่ตุ้มหู (ผู้หญิงที่ใส่ตุ้มหูสวยๆจะเน้นส่วนหูซึ่งทำให้ดูเซกซี่) สวมรองเท้าส้นต่ำ (ผู้หญิงสวมรองเท้าส้นสูงจะเน้นช่วงขาทำให้ดู เซกซี่) ใส่แว่นอ่านหนังสือทั้งๆที่ไม่ได้มีหนังสือมาอ่าน (ทำให้ดูเป็นคน nerdๆ) และอื่นๆ

 

ผลของการใช้ Cold Reading ก็เพื่อทำให้อีกฝ่ายเกิดความสงสัยว่าทำไม H ถึงมองนิสัยหรือความคิดของตัวเองได้ทะลุขนาดนี้  

 

Hพูดมาจบที่ว่า “ถ้าที่บอกมายังไม่พอก็ยังมีหน้าตาแบบเฉยเมยของเธอที่เป็นการบอกกลายๆว่า -อย่าเสือก- เพราะว่าเธอไม่เชื่อว่าจะมีใครที่จะสนใจเธอในตัวที่เธอเป็นจริงๆ” ซึ่งเป็นการเปิดช่องและเป็นการบอกใบ้ในๆว่าHอาจจะเป็นคนที่สนใจเธอในแบบที่เธอเป็นก็ได้ ]

 

Sara: So what would a guy like that say?

 

[แล้วเธอก็ตกหลุมตามช่องที่ H เปิดทางไว้ด้วยการถามว่า ถ้ามีผู้ชายแบบนั้นจริงผู้ชายคนนั้นจะว่ายังไงหรอ]

 

H: My name is Alexander Hitch a consultant but she wouldn’t be interest in that because she’s counting the seconds until he leave thinking he’s like every other guy – but then he’d ask her name and what she does for a living and she might blow him off or she might say…

 

[สังเกตุว่า H อ่านใจ Sara ออกอีกตรงที่ว่า เธอคงจะนั่งนับเวลาถอยหลังว่าเมื่อไหร่ตานี่จะไปซักกะที เพราะเธอคิดว่า H ก็เหมือนผู้ชายคนอื่นๆ.

 

ในสิ่งที่ H พูดนี้มีจุดอยู่สองจุดที่อยากจะชี้ให้ดู

 

1. อย่างแรกสังเกตุว่า H ใช้สรรพนามที่สามว่า he’d ask her name แทนที่จะใช้สรรพนามแรกกับสรรพนามที่สองว่า I’d ask your name. ซึ่งการใช้สรรพนามที่สามแทนตัวเองนั้นเป็นวิธีที่จะ disassociate oneself เหมือนกับว่าไม่ใช่ H และ Sara ที่คุยกัน แต่เป็น ผู้ชายกับผู้หญิงคนอื่นคุยกัน สาเหตุที่ทำอย่างงี้เพื่อจะลดความกดดันของบทสนทนาระหว่างคนสองคน ให้กลายเป็นการพูดถึงบุคคลที่สามแทน แต่จริงๆบุคคลที่สาม (he & she) ก็คือ H และ Sara นั่นแหละ

 

2. “she might blow him off or she might say…”  อย่างแรกคือ H ยอมรับว่าเธออาจจะเลิกคุยกับเขาและไล่เขาไปก็ได้ เป็นการพูดออกมาเพื่อแสดงให้รู้ว่า ใช่ล่ะอาจจะมีโอกาสที่จะโดนไล่โห่ไปก็ได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงก็เป็นสิ่งที่Hได้คาดหมายไว้แล้ว ซึ่งจะทำให้ดูไม่เสียหน้าเท่าไหร่ ส่วนที่เลือกจบประโยคว่า She might say… แล้วเงียบรอ เพราะว่าถ้าเกิดใช้ She might tell him… มันเป็นการดูบังคับกลายๆกันเกิดไป พูดทิ้งค้างไว้อย่างงั้นเป็นการเปิดทางให้Saraอยากจะตอบในสิ่งที่เธออยากจะตอบมากกว่า]

 

Sara: Sarah Millas and then he ask all these penetrating questions

 

[เวลาผู้ชายไม่ได้ทำตัวเหมือนโจรห้าร้อยที่บีบอีกฝ่าย หรือโจรกระจอกที่เอาใจอีกฝ่ายมากไป ส่วนใหญ่ผู้หญิงมักจะไม่รำคาญที่จะคุยด้วย ซึ่งในกรณีนี้เธอก็ตอบกลับมา]

H: no.  But he see  that he has no way to make her realize that he’s for real. Pleasure to have met you.

 

[คำตอบว่า ไม่ เป็นคำตอบที่ดีเพราะว่าในบทสนทนาเวลาคนสองคนคุยกัน คนเราปกติจะมี expectation ว่าอีกฝ่ายจะตอบมาว่าอะไร ยกตัวอย่างสมมติ A ถาม B ว่า “สบายดีไหม” ก่อนที่ B จะตอบมา Aก็คงคิดไว้แล้วว่า B จะต้องตอบมาว่า “สบายดี” 

 

การตอบโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้คิดว่าเราจะตอบอย่างงี้จะยิ่งทำให้เราเป็นคนน่าค้นหามากขึ้น ซึ่งถ้าเราจะทำให้อีกฝ่ายนึกไม่ถึงก็ต้องตอบอย่างที่ H ตอบคือว่า “ผมไม่ถามต่อหรอกเพราะผมรู้ว่าผมไม่มีทางทำให้เธอรู้ว่าผมจริงใจแค่ไหน ยินดีที่ได้รู้จักคุณครับ”

 

ผลของคำพูดแบบนั้นก็คือ เป็นการพูดทิ้งท้ายให้อีกฝ่ายคิดโดยที่ไม่อยู่รอฟังคำตอบ บวกกับการที่ H ไม่ได้ขอเบอร์นางเอกยิ่งทำให้เธอยิ่งแปลกใจ เพราะผู้ชายที่เข้ามาจีบแต่ไม่ได้ขอเบอร์เนี่ยมันดูแตกต่างจากพวกผู้ชายอื่นๆที่เข้ามาจีบ ซึ่งแน่นอน Sara กลับบ้านไปก็ต้องคิดถึง H แน่ว่าไอ้นี่มันจะมาไม้ไหน ทำไมไม่ขอเบอร์ หรือว่าเราไม่มีเสน่ห์พอ? Blah blah blah.]

 

-----------------

ps. 1. ไว้มาต่อตอนที่สองทีหลัง

       2. ไดฮับสำหรับคนอยู่เมืองนอกช้ามาก หึหึ

 


ตัวกวน
31 ส.ค. 2548 เวลา 22:39 น.

My boyfriend used to ask his mother,
'How can I find the right woman for me?'
and she would answer, 'Don't worry about finding the right woman- concentrate on becoming the right man.'
[Author unknown]

<< The end of summer Hitch - Part 2 >>

เนื่องจากไม่สามารถนำข้อมูลบางส่วนออกมาได้ (รายละเอียดกรุณาอ่านที่ แถลงการณ์)
สำหรับ ไดอารีหลังวันที่ 23 สิงหาคม 2548 จะไม่สามารถอ่านได้ ก่อนหน้านี้อ่านได้ตามปกติ

แก้ converation 3 จาก Hill under 2 inches เป็น "Heel" under 2 inches ครับ
หน้าไดอารีของผมมีปัญหาเข้าไม่ได้

But who cares

[ ตัวกวน ] 31 ส.ค. 2548 เวลา 23:23 น.

โอ้ วิเคราะห์เจาะลึกได้น่ากลัวมากกกกกกกกกกก ค่ะ ชักไม่แน่ใจว่าที่ดิฉันแนะให้คุณดูหนังเรื่องนี้เป็นการตัดสินใ จที่ถูกต้องหรือเปล่า

แต่วิเคราะห์ซะทุกเม็ดขนาดนี้ระ วังมองอะไรไม่เห็นนะคะ เหมือนเวลาคนอ่านหนังสือใกล้เกินไปน่ะค่ะ

ที่ดิฉันชอบ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่เพราะมุขต่าง ๆ ที่ฮิชใช้ค่ะ เพราะดิฉันคิดว่า

1. ไม่มีใครในโลกที่คิดวิธีจีบผู้หญิงอย่างนี้ได้ในเวลาอันสั้น ไม่กี่วินาที อย่างในเรื่องหรอกค่ะ

2. ไม่มีผู้หญิงคนไหนสามารถโต้ตอบได้อย่างนางเอกในเรื่อง เจอแบบนี้ ไม่งงเป็นไก่ตาแตก ก็กลัวความยอกย้อนของผู้ชายจนขอหนีดีกว่าค่ะ(ฟังประโยคซับซ้อนแ บบนี้ในผับเสียงดัง ๆ น่าจะไม่ค่อยเข้าใจด้วยซ้ำ) สรุปก็คือผู้หญิงที่จะอินไปกับวิธีการจีบซับซ้อนหลายชั้นอย่างน ี้ได้ ถ้าไม่เป็นหญิงในจินตนาการที่คนเขียนบทเขียนคาแรคเตอร์และคำพูด ของเธออกมาจากการไตร่ตรองอย่างยิ่งยวดแล้วอีดิทแล้วอีดิทอีก ก็คงเป็นสาวนักสร้างภาพที่อาจฉลาดแต่มีข้อด้อยอื่น (เช่นขี้เหร่ บลา บลา บลา)

สรุปไม่ได้ประทับใจหนังตอนแรก ๆ ที่โชว์ให้เห็นเทคนิคแพรวพราวของฮิชค่ะ เพราะดิฉันคิดว่าทั้งบทพูดทั้งสถานการณ์มันดู"ประดิษฐ์"มาก ๆ จนอินไปด้วยไม่ได้ แต่ชอบตอนหลังที่หนังแสดงให้เห็นว่าพวกบ้าทฤษฎีการจีบสาว สุดท้ายก็ตกม้าตายก่อนได้แอ้ม เป็นปลาตายน้ำตื้นเพราะในชีวิตจริง อะไร ๆ ก็ไม่เป็นไปตามแผนหรอก สุดท้ายนางเอกก็ชอบฮิชที่ความเป็นตัวของเขาเองที่มีจุดบกพร่อง (แพ้อาหารทะเลจนหน้าบวม บลา บลา บลา นางรองก็ชอบทนายอ้วนที่ความเปิ่นและจริงใจของเขา) ไม่ใช่ภาพลักษณ์อันเพอร์เฟคที่เขาพยายามสร้างขึ้นมา

ใ นชีวิตจริงคนเราคงไม่ได้โอกาสที่สองอย่างฮิชในเรื่องหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นอย่าท่ามากแผนสูงไปเลย สรุปจริงใจไว้ก่อนดีกว่า (ซึ่งดิฉันว่าเป็นสิ่งที่หนังต้องการสื่อให้คนดูเข้าใจ ดูแล้วไม่มีความรู้สึกเลยว่าหนังอยากให้คนเอามุขจีบสาวในเรื่อง ไปใช้ค่ะ) เอาแบบบ้าน ๆ ดีกว่า เห็นไหมคะว่าหนุ่มซื่อ ๆ อย่างตุ้ย บีบี และ ออฟ/บอย เอเอฟสองกลับเป็นขวัญใจสาว ๆ ยิ่งกว่าหนุ่มท่ามากอย่างว่านเยอะเลยค่ะ

ป.ล. สงสัยงานนี้คงยาวสิบสองตอนกระมังคะ เพราะตอนแรกยาวเหยียดขนาดนี้ยังวิเคราะห์หนังไม่ได้ไม่ถึง 20 นาทีเลย

รูริโกะกลัวค่ะ
 
1 ก.ย. 2548 เวลา 02:22 น.

i do care .. lol

กะลังจะทักเรื่อง hill กะ heel พอดี๊ พอดี อะเด่อเอ๊ยย .. ไม่น่ารีบแก้เล๊ยย lol << มันกล้าแค่ไหน คิดจะมาแก้คำคุณพี่ไปป์เนี่ย โฮะ ๆ

- - - -
กะลังคิดอยู่ว่า เวลา ผช จะจีบ ผญ ด้วยวิธี หรือคำพูดแบบนี๊จิง ๆ อ่ะ จะมีผู้หญิงซักกี่คนที่ตามทันนิ
และที่สำคัญ .. จะมี ผช ซักกี่คน ที่ไม่เสี่ยว? (( ขนาดขึ้นชื่อว่า คุณตัวกวน บางทียังมีหลุดเสี่ยวเล๊ย lol ))



: โ ม นิ* เ ด่ ะ เ ว ง ™ :
 
1 ก.ย. 2548 เวลา 03:22 น.

เหมือนฟันกะลังจะขึ้นเลยพี่ .. คัน ๆ เหงือก ต้องหาอะไรกัด ๆ ๆ 555+

ว่าแต่ .. จะตามมาคิดบัญชี แต่ยังไม่รู้ว่า โมอยู่ไหนเนี่ยนะ??

(Virginia?) << โฮะ ๆ ๆ *หัวเราะและสะบัดหน้าจากไปด้วยความสะใจ* << ช่วงนี๊มันกล้าค่ะคุณ lol

: โ ม นิ* เ ด่ ะ เ ว ง ™ :
 
1 ก.ย. 2548 เวลา 07:40 น.

สงสัยต้องไปดูอีกสักสองรอบ ถึงจะเก็ทมุขทั้งหมด

วิเคราะห์ได้ละเอียดขนาดนี้
ขอเชิญมาเป็นพี่ศิราณีหน่อยนะคะ



Kitty Lover
 
1 ก.ย. 2548 เวลา 08:58 น.

:)

บอกแล้วค่ะว่าดูเรื่องนี้แล้วนึกถึงคุณตัวกวน
หวังว่าคุณตัวกวนคงเห็นด้วยแล้วว่าคุณเป็น Hitch style




joomyy
 
1 ก.ย. 2548 เวลา 10:11 น.

จริงๆชอบวิล สมิธ ตั้งแต่ Fresh Prince of Bel Air [ตอนนี้ก็ยังติดอยู่ค่ะ ดูซ้ำรอบที่สามได้แล้ว] แต่ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ค่ะ

ที่ได้ยินfeedbackหนังเรื่องนี้ [จากสาวๆ] มา ส่วนใหญ่จะปลื้มตา Hitch กัน เลยชักอยากรู้ว่าเค้ามีดีอะไร

เพราะฉะนั้น จะรออ่านตอนต่อไปค่ะ

ปล. จากคอมเมนท์คุณรูริโกะ
" ... ก็คงเป็นสาวนักสร้างภาพที่อาจฉลาดแต่มีข้อด้อยอื่น... "

อืม... เดจาวู... *พึมพำๆ*

- XTreme -
 
1 ก.ย. 2548 เวลา 10:21 น.

หึหึ who cares?


ดีค่ะ จะได้มีเรื่องถกๆๆ

reira*
 
1 ก.ย. 2548 เวลา 10:39 น.

ปปล. อนาถตัวเองมากค่ะ ตอนนี้[ถ้าโชคดี]อ่านไดใคร[ได้]แล้วต้องพิมพ์คอมเมนท์ไว้ใน notepad พอไดฮับวิ่งฉลุยแล้วก็ต้องรีบไล่แปะคอมเมนท์

- XTreme -
 
1 ก.ย. 2548 เวลา 10:40 น.

โห ละเอียดมากมาย

วิลโลว์ทรี
 
1 ก.ย. 2548 เวลา 11:08 น.

hehehe ตัวกวน is back!!! แหมมมม ไม่ได้อ่านเอนทรี่แบบนี้มาตั้งนานนะเนี่ย :D


จะว่าไงดีละ Hitch มันก็ seduction analysis อยู่แล้ว จับเอามา analyseซ้ำอีกที บดอีกทีซะละเอียดยิบ hahahaha ... so u jing jing :P

แต่ว่าตอนดูเรื่องนี้แล้วคิดถึงคุณแฟนคะ เพราะว่าพี่แกเนียนแบบนี้เลย (น่ากลัว น่าสงสัย which leads to น่าลอง)

ปล. มันไม่มีใครมาโอ๋นะซิ - -' รอบข้างมีแต่คนโหดร้ายยยยยยย T_T

aoministry
 
1 ก.ย. 2548 เวลา 16:43 น.

กร๊ากๆๆๆ


นี่นี่ตะเอง

เราดูเรื่องนี้แล ้วเราก็ไล่พี่น๊อตให้ไปดูล่ะ


เพราะว่าทำตัวเหมือ นตาฮิชท์เลย


ตะเองเป็นมนุษย์ประเภทนี้เหมือนกันเ ลยเนอะ


ปอ ลอ

คุณหนูบอกว่า ที่อิฉันมัวแต่เข้าใจว่า รูปคุณที่เห็นอวบๆมันเป็นมุมกล้องน่ะ อิฉันเข้าใจผิดค่า ที่จริง ในรูปอูมๆ กะ ตัวจริง ก็เป็นเยี่ยงนั้นแหล่ะน่อ เหอเหอ

9.
 
1 ก.ย. 2548 เวลา 20:12 น.

ถามว่าเป็นวิธีที่ดีไหม ก็อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด และก็อาจจะไม่ได้ผล <=== ถ้าคนนๆนี้ไม่ได้ดูมีเสน่ห์ไปกว่าคนกลุ่มที่แต่งตัวดี แล้วมาพูดแค่นี้แล้วเดินจากไปเนี่ย ชั้นไม่สนชัวร์ แถมขยำกระดาษทิ้งแน่ๆ 555

ตามความเห็นของผมเดินเอามาให้คงจะดีกว่าสั่งให้พนักง านเอามาให้ <=== เพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ชอบให้ใครเอาอะไรมาให้แล้วทำเป็นชวนคุยไง มันน่าเบื่อและน่ารำคาญ พระเอกเลยเข้ามาแปลกหน่อยคือมาช่วย แล้วพอเดินออกไปแล้วให้คนเอามาเสริฟ เลยทำให้หญิงประทับใจมากขึ้นว่าเค้าเตรียมตัวมาดี ขืนเอามาให้เองก็จะดูว่าเป็นพวกหม้ออ่ะดิ่

แหม..แก.. เป็นlove guru จิงจิ๊ง... เข้าใจไปหมดว่าทริคของการจีบสาวเนี่ยต้องทำไงมั่ง อย่างงี๊ระวังสาวๆในนี้ติตรึม 555


britchy
 
2 ก.ย. 2548 เวลา 11:15 น.

ชื่อ :  
อีเมลล์ :  
เว็บไซต์ :  
ข้อความ :  
 
 

 

  สิงหาคม
อ. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31

- รู้จักกันก่อน
- Rhianna
- My Favorite Entries

- My pets
- Me