| ะ
Hitch - Part I Hitch (part I)
มีหลายคนบอกว่าดูหนังเรื่อง Hitch แล้วนึกถึงผม
หลังจากโดนยุจากหลายคนให้ไปหามาดู
ก็ได้ไปเช่ามาดูว่ามันเป็นยังไง ดูแล้วหัวเราะเลยครับ
เพราะผมว่าผมมองออกว่า tricks ต่างๆที่ตา Hitch ใช้คืออะไรบ้าง
และกะว่าจะชี้ให้ดู human interaction เป็นจุดๆตาม
sceneที่สำคัญๆพร้อมคำอธิบายในแบบของผม
Spoilers ahead* ถ้าใครยังไม่เคยดูแล้วไม่อยากจะรู้เรื่องว่าเป็นยังไง
อย่าอ่านต่อละกันครับ :P

Scene1: ตอนขึ้นต้นเรื่อง H พูดว่า
ที่ผู้หญิงหลายคนชอบแก้ตัวว่า ช่วงนี้ยังไม่อยากมีแฟน หรือ
ยังอยากจะสนุกกับการทำงานอยู่ ล้วนแล้วแต่ Bullsh*t
อันนี้เห็นด้วยอย่างแรง เพราะ ถ้ามีผู้ชายที่ดีๆที่ถูกใจจริงๆ
(ย้ำว่าต้องถูกใจจริงๆ) เข้ามามีหรอจะไม่สน
น้อยคนที่อยากจะต้องอยู่คนเดียวตอนแก่อย่างเดียวดาย :P
พอดูซีนนี้แล้วทำให้นึกถึงquoteอันนึงที่เคยเขียนไปแล้วว่า
There are things women say they
want
There are things women think they
want
And
Then there are things women actually
respond to
พูดง่ายๆก็คือผู้หญิงน้อยคนที่จะรู้จักตัวเอง
สิ่งที่ผู้หญิงพูดว่าไม่ พอเจอเข้าจริงๆอาจจะกลายเป็น ใช่
ก็ได้ เพราะฉะนั้นควรจะให้สำคัญกับ ปฏิกริยาตอบสนอง มากกว่า
คำพูด ที่ว่าอย่างงี้ดี อย่างงี้ไม่ดี
สิ่งที่ตามกลับมาก็คือ
เกือบทุกการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงได้ถ้า เงื่อนไข มันให้พอ
lol..
Scene2: H เล่นสนุ๊กอยู่กับเพื่อน
แล้วก็เห็นสาวคนหนึ่งโดนหนุ่มๆรุมจีบ
ประมาณว่ามีหนุ่มประมาณสี่ห้าคนยืนคุยอยู่กับสาวคนนั้น สิ่งที่ H
ทำก็คือเดินเข้าไปพร้อมกับยัดแบงค์สิบให้กับสาวคนนั้น
แล้วทำทีเป็นว่าพูดกับพนักงานเสิรฟ์ว่าอยากได้เบียร์ขวดนึงแล้วก็เดินออกมา
ซึ่งแน่นอนสาวคนนั้นไม่ใช่พนักงานเสิรฟ์
พอถูกคิดว่าเป็นพนักงานเสิรฟ์ก็โมโห
เดินออกมาจากกลุ่มผู้ชายแล้วตาม H มาพร้อมกับด่า H ว่า jerk
ไม่รู้จักดูดีๆหรอว่าใครเป็นพนักงานใครไม่ใช่ H
ตอบกลับมาว่าก็รู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่
แต่ถ้าไม่ทำอย่างงั้นแล้วจะดึงผู้หญิงออกมาจากผู้ชายกลุ่มนั้นได้ยังไง
พอผู้หญิงได้ฟังอย่างงั้นก็ยิ้ม
ผมว่าคนเราถ้าทำอะไรที่ดูฉลาด, มีสไตล์ และ
ครีเอทีพ แล้วละก้อ ส่วนใหญ่จะสามารถget away with it
ได้ไม่ว่าจะเป็นการจีบสาวหรือเรื่องอื่นๆ
อีกแบบนึงที่คล้ายๆกันที่ผมเคยได้ยินมาก็คือ
ผู้ชายเดินผ่านapartment ที่หนึ่งที่กำลังมี party กับอยู่
และก็มีสาวน่ารักคนหนึ่งโดนรุมล้อมด้วยผู้ชายหลายๆคนที่แต่งตัวดีๆ
ส่วนหนุ่มนั้นก็เสื้อยืดกางเกงยีนส์กับหมวกแก็ปธรรมดา
สิ่งที่หนุ่มคนนั้นทำก็คือเดินเข้าไปแล้วพูดว่า
Excuse me.. เว้นระยะเพื่อดึงความสนใจ
Forgive me for the interruption เว้นระยะเพื่อดึงความสนใจมากขึ้น
I
would like to take you out, but unlike these gentlemen over
here I dont have a lot of time. If you can find your
own reasons to want to spend sometimes with me, then call
me แล้วก็ทิ้งกระดาษใส่เบอร์ไว้ให้
พร้อมกับเดินออกไป
ตัวอย่างนี้มีโครงที่ค่อนข้างคล้ายกับในหนัง
หลักที่สำคัญคือว่า การทำตัวให้แตกต่างจากผู้ชายคนอื่นๆ
ผมว่าการที่หนุ่มๆหลายๆคนไปรุมล้อมสาวน่ารักๆเนี่ยมันดู
patheticมากไปหน่อย
แต่ก็ดีเพราะเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่รู้จักวิธี
เข้าไปทำความรู้จักกับผู้หญิงคนนั้นโดยทำให้เราดูแตกต่างจากผู้ชายคนอื่น
ถามว่าเป็นวิธีที่ดีไหม ก็อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด
และก็อาจจะไม่ได้ผล แต่อย่างน้อยสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ
คนที่ใช้วิธีนี้ทำตัวเองให้ แตกต่าง
จากผู้ชายคนอื่นที่เข้ามาจีบ
ผลก็คือทุกคนอาจจะแห้วหมดก็ได้
เพราะใครจะไปรู้ว่าผู้หญิงต้องการอะไร
แต่อย่างน้อยคนที่ทำอย่างงี้ก็ดูมีภาษีกว่าพวกที่รุมล้อม..

Scene 3: H เห็น Sara (นางเอก) ที่ผับ
แล้วถามbartenderว่าสาวคนนั้นชอบดื่มอะไร
เพื่อที่จะสั่งมาแล้วเดินเอาไปให้
(ซึ่งตามความเห็นของผมเดินเอามาให้คงจะดีกว่าสั่งให้พนักงานเอามาให้
เพราะอย่างงั้นมันดูเหมือนคุณแอบ กลัวๆไม่ค่อยมั่นใจไปหน่อย)
ซึ่งแน่นอนถ้ารู้ว่าอีกฝ่ายชอบทานอะไรก็ดูเป็นการทำการบ้านที่ดีกว่าจะเดินดุ่ยๆเอาอะไรไม่รู้ที่อีกฝ่ายอาจจะไม่ชอบก็ได้..
แต่เดินถือแก้วไปยังไม่ทันไปถึงก็โดนหนุ่มคนนึงตัดหน้าเข้าไปจีบ
Sara ก่อน.. ซึ่งหนุ่มคนนั้นก็ประเภทจีบเสี่ยวๆ H เลยได้ทีเข้าไป
ช่วย โดยเดินเข้าไปตบบ่าหนุ่มคนนั้น ขณะที่พูดกับ Sara ว่า
โทษทีที่มาสาย รอนานไหมที่รัก หนุ่มนั้นก็จ๋อยไปเลย
การที่ H
เข้ามาแบบนั้นแสดงให้เห็นว่าเค้าเป็นคนขี้เล่น และการที่ Sara
เล่นละครไปกับ H
ด้วยก็แสดงให้เล่นว่าเธอเป็นคนขี้เล่นเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าหาก
Sara ตอบไปว่า คุณเป็นใครฉันไม่เห็นรู้จักเลย
คนที่หน้าแตกก็คือ H แต่ผลก็คือ Sara
ก็ต้องนั่งติดแหง่กคุยกับหนุ่มเสี่ยวนั่นต่อไป
ส่วนHก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจเพราะว่าถ้าสาวคนนั้นตาต่ำอยากจะคุยกะหนุ่มเสี่ยวๆและไม่มีความขี้เล่น
ก็ไม่เห็นมีประโยชน์ที่จะเข้ามาทำความรู้จัก (จาก perspective
ของ H ไม่ว่าผลจะออกมายังไงก็ win-win อยู่ดี
ซึ่งแน่นอนคนที่รู้จักมองโลกในแง่ดี ย่อมจะมีความสุขกว่าคนอื่น
อิอิ)
หลังจากนั้นสองคนก็คุยกัน
ซึ่งผมว่าบทสนทนาของสองคนนั้นน่าสนใจพอดู
H: You know
its really hard at a
place like this to approach the woman like you. Youre sending
all the right signals no earrings, hill under two inches,
hair pulled back, reading glasses but no book, you ordered a
grey goose martini because a beer isnt gonna cut it. And if
thats not enough, theres always that +++ off on your face coz she doesnt believe
if there will be a guy whos genuinely interested in
her.
[สิ่งที่
H ทำเรียกว่า Cold Reading ซึ่งก็คือการพยายามอ่าน character
และนิสัยจากอีกฝ่ายที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนโดยการสังเกตุ
ซึ่งในกรณีนี้สิ่งที่ H มองคือว่า Sara
ไม่ต้องการให้ใครมายุ่งดูจากการแต่งกายก็บอกได้
เพราะไม่ได้ใส่ตุ้มหู
(ผู้หญิงที่ใส่ตุ้มหูสวยๆจะเน้นส่วนหูซึ่งทำให้ดูเซกซี่)
สวมรองเท้าส้นต่ำ (ผู้หญิงสวมรองเท้าส้นสูงจะเน้นช่วงขาทำให้ดู
เซกซี่) ใส่แว่นอ่านหนังสือทั้งๆที่ไม่ได้มีหนังสือมาอ่าน
(ทำให้ดูเป็นคน nerdๆ) และอื่นๆ
ผลของการใช้ Cold Reading
ก็เพื่อทำให้อีกฝ่ายเกิดความสงสัยว่าทำไม H
ถึงมองนิสัยหรือความคิดของตัวเองได้ทะลุขนาดนี้
Hพูดมาจบที่ว่า
ถ้าที่บอกมายังไม่พอก็ยังมีหน้าตาแบบเฉยเมยของเธอที่เป็นการบอกกลายๆว่า
-อย่าเสือก-
เพราะว่าเธอไม่เชื่อว่าจะมีใครที่จะสนใจเธอในตัวที่เธอเป็นจริงๆ
ซึ่งเป็นการเปิดช่องและเป็นการบอกใบ้ในๆว่าHอาจจะเป็นคนที่สนใจเธอในแบบที่เธอเป็นก็ได้
]
Sara: So what would a guy like that
say?
[แล้วเธอก็ตกหลุมตามช่องที่ H
เปิดทางไว้ด้วยการถามว่า
ถ้ามีผู้ชายแบบนั้นจริงผู้ชายคนนั้นจะว่ายังไงหรอ]
H: My name is Alexander Hitch a
consultant but she wouldnt be interest in that because shes
counting the seconds until he leave thinking hes like every
other guy but then hed ask her name and what she does for a
living and she might blow him off or she might say
[สังเกตุว่า H อ่านใจ Sara ออกอีกตรงที่ว่า
เธอคงจะนั่งนับเวลาถอยหลังว่าเมื่อไหร่ตานี่จะไปซักกะที
เพราะเธอคิดว่า H ก็เหมือนผู้ชายคนอื่นๆ.
ในสิ่งที่ H
พูดนี้มีจุดอยู่สองจุดที่อยากจะชี้ให้ดู
1. อย่างแรกสังเกตุว่า H ใช้สรรพนามที่สามว่า
hed ask her name แทนที่จะใช้สรรพนามแรกกับสรรพนามที่สองว่า Id
ask your name.
ซึ่งการใช้สรรพนามที่สามแทนตัวเองนั้นเป็นวิธีที่จะ disassociate
oneself เหมือนกับว่าไม่ใช่ H และ Sara ที่คุยกัน แต่เป็น
ผู้ชายกับผู้หญิงคนอื่นคุยกัน
สาเหตุที่ทำอย่างงี้เพื่อจะลดความกดดันของบทสนทนาระหว่างคนสองคน
ให้กลายเป็นการพูดถึงบุคคลที่สามแทน แต่จริงๆบุคคลที่สาม (he
& she) ก็คือ H และ Sara นั่นแหละ
2. she might blow him off or she
might say
อย่างแรกคือ H
ยอมรับว่าเธออาจจะเลิกคุยกับเขาและไล่เขาไปก็ได้
เป็นการพูดออกมาเพื่อแสดงให้รู้ว่า
ใช่ล่ะอาจจะมีโอกาสที่จะโดนไล่โห่ไปก็ได้
แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงก็เป็นสิ่งที่Hได้คาดหมายไว้แล้ว
ซึ่งจะทำให้ดูไม่เสียหน้าเท่าไหร่ ส่วนที่เลือกจบประโยคว่า She
might say
แล้วเงียบรอ เพราะว่าถ้าเกิดใช้ She might tell him
มันเป็นการดูบังคับกลายๆกันเกิดไป
พูดทิ้งค้างไว้อย่างงั้นเป็นการเปิดทางให้Saraอยากจะตอบในสิ่งที่เธออยากจะตอบมากกว่า]
Sara: Sarah Millas and then he ask all
these penetrating questions
[เวลาผู้ชายไม่ได้ทำตัวเหมือนโจรห้าร้อยที่บีบอีกฝ่าย
หรือโจรกระจอกที่เอาใจอีกฝ่ายมากไป
ส่วนใหญ่ผู้หญิงมักจะไม่รำคาญที่จะคุยด้วย
ซึ่งในกรณีนี้เธอก็ตอบกลับมา]
H: no. But he see that he
has no way to make her realize that hes for real. Pleasure to
have met you.
[คำตอบว่า ไม่
เป็นคำตอบที่ดีเพราะว่าในบทสนทนาเวลาคนสองคนคุยกัน คนเราปกติจะมี
expectation ว่าอีกฝ่ายจะตอบมาว่าอะไร ยกตัวอย่างสมมติ A ถาม B
ว่า สบายดีไหม ก่อนที่ B จะตอบมา Aก็คงคิดไว้แล้วว่า B
จะต้องตอบมาว่า สบายดี
การตอบโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้คิดว่าเราจะตอบอย่างงี้จะยิ่งทำให้เราเป็นคนน่าค้นหามากขึ้น
ซึ่งถ้าเราจะทำให้อีกฝ่ายนึกไม่ถึงก็ต้องตอบอย่างที่ H ตอบคือว่า
ผมไม่ถามต่อหรอกเพราะผมรู้ว่าผมไม่มีทางทำให้เธอรู้ว่าผมจริงใจแค่ไหน
ยินดีที่ได้รู้จักคุณครับ
ผลของคำพูดแบบนั้นก็คือ
เป็นการพูดทิ้งท้ายให้อีกฝ่ายคิดโดยที่ไม่อยู่รอฟังคำตอบ
บวกกับการที่ H ไม่ได้ขอเบอร์นางเอกยิ่งทำให้เธอยิ่งแปลกใจ
เพราะผู้ชายที่เข้ามาจีบแต่ไม่ได้ขอเบอร์เนี่ยมันดูแตกต่างจากพวกผู้ชายอื่นๆที่เข้ามาจีบ
ซึ่งแน่นอน Sara กลับบ้านไปก็ต้องคิดถึง H
แน่ว่าไอ้นี่มันจะมาไม้ไหน ทำไมไม่ขอเบอร์
หรือว่าเราไม่มีเสน่ห์พอ? Blah blah
blah.]
-----------------
ps. 1.
ไว้มาต่อตอนที่สองทีหลัง
2.
ไดฮับสำหรับคนอยู่เมืองนอกช้ามาก หึหึ
ตัวกวน 31 ส.ค. 2548 เวลา 22:39 น.
My boyfriend used to ask his mother, 'How
can I find the right woman for me?' and she would answer,
'Don't worry about finding the right woman- concentrate on
becoming the right man.' [Author unknown] |