|
ฉันจะบิน
อ่านentryของคุณ Xtreme วันนึงที่พูดเรื่อง The merchant of Venice
เลยทำให้นึกถึงวีรกรรม(หรือความเสี้ยน?)ของตัวเองที่เคยทำไว้ในอดีต
ขอเล่าย่อๆว่าเนื้อเรื่องของ The merchant of Venice
เป็นยังไงถ้าใครรู้ว่าเป็นยังไงแล้วจะข้ามไปก็ได้ครับ
Part I: The merchant of Venice

เรื่องนี้บทละครของ Shakespeare
เนื้อเรื่องย่อมีอยู่ว่า Bassanio กับ Antonio เป็นเพื่อนรักกัน
Bassanio ต้องการเงินค่าเดินทางเพื่อที่จะไปจีบสาวชื่อ Portia
ที่เมือง Belmont ก็เลยยืมเงินเพื่อนรักตัวเอง แต่
Antonioไม่มีเงินให้ยืมเนื่องจากได้เอาไปลงทุนทำกิจการเดินเรือไปหมดแล้ว
เลยแนะนำให้ไปยืมจากตัวร้ายชายยิวที่ชื่อ Shylock โดยให้ตัว
Antonio เป็นคนค้ำประกัน Shylock ไม่ชอบขี้หน้า Antonio
อยู่แล้วเพราะเขาเคยวิจารณ์คนยิวที่ปล่อยกู้ก็ต้องเก็บดอกเบี้ยเสียๆหาย
แต่ก็ยังให้ยืมเงินโดยตกลงกันว่า ถ้าไม่สามารถหาเงินมาคืนได้
Antonio
ต้องชดใช้ด้วยเลือดเนื้อของเขาเองน้ำหนักหนึ่งปอนด์
ตามพินัยกรรมของพ่อของ Portia
เธอจะแต่งงานได้ก็ต่อเมื่อคนที่มาจีบเธอสามารถเลือกหีบใบที่ถูกต้องจากสามหีบ
ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีใครเลือกถูก แต่พอ Bassanio
มาถึงก็สามารถเลือกถูก ซึ่งหีบสามใบนั้นมีข้อแตกต่างกันดังนี้..
ใบที่หนึ่งทำจากทองคำ มีข้อความสลักว่า
: "Who chooseth me shall
gain what many men desire" ใบที่สองทำจากเงิน มีข้อความสลักว่า: "Who chooseth me shall get as much as
he deserves"
ใบที่สามทำจากตะกั่วมีข้อความสลักว่า: "Who chooseth me must give and hazard
all he hath" หมายความว่า
คนที่เลือกจะต้องทุ่มเทและเสี่ยงทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี
คงรู้ว่าใบไหนถูกนะครับ
ความหมายที่ซ่อนอยู่ของหีบสามใบนั้นมาจากคำสอนของศาสนาคริสต์ว่า
คนเราไม่ควรเชื่อโดยใช้สัมผัสภายนอก
เพราะสิ่งของภายนอกนั้นมันหลอกตาได้ แต่ควรจะมีความเชื่อ
และเสี่ยงที่จะเชื่อเพื่อที่จะได้รับสิ่งตอบแทน
ซึ่งการเลือกแบบนี้ถือว่าBassanioได้เปรียบเมื่อเทียบกับคนจีบคนอื่นซึ่งเป็นเจ้าชายหรือคนมั่งคั่ง
เพราะว่า Bassanio ไม่ได้เป็นคนที่ร่ำรวยอะไร
จึงไม่ลังเลที่จะเสี่ยงตัดสินใจเลือกใบที่ทำจากตะกั่ว
หลังจากทั้งสองแต่งงานก็ดันมีข่าวว่า Antonio
ไม่มีตังจ่ายที่กู้มาเพราะว่าเรือที่เขาลงทุนเกิดสูญหาย
ก็มีเรื่องให้ยุ่งๆลุ้นๆว่า Antonio จะถูกฆ่ารึเปล่า
(เพราะว่าที่บอกว่าเนื้อหนึ่งปอนด์ไม่ได้บอกว่าตรงไหน
จะเอาตรงหัวก็ได้มั้ง) ก็เรื่องก็จบลงได้ด้วยดีเพราะ Portia
ซึ่งปลอมเป็นผู้ชายซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางกฏหมายไปช่วยคลี่คลายให้
สรุปก็คือจบอย่าง happy ending
Part II: Fly flew flown
พี่เนี่ยรู้ตัวรึเปล่าว่าบ้า
ชอบไปทำอะไรทุ่มเทให้แล้วอย่างงี้ผู้หญิงเค้าจะไม่ชอบได้ไง
แฟนเก่าคนที่สองเคยว่าผมเอาไว้ ซึ่งก็คงจะจริง
เพราะสังเกตตัวเองว่ามีแววเป็นอย่างงั้นมาตั้งแต่ตอน ม.4
แล้ว แต่เรื่องตอน ม.4 เก็บไว้ก่อน :P
คิดว่าคงจะเป็นนิสัยส่วนตัวจริงๆ
คือจะมองว่าถ้าทำอะไรที่มันธรรมดา ก็อย่าไปทำเลยดีกว่า
ทำดีๆโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้คิดว่าจะทำให้
จะได้เก็บไว้เป็นความทรงจำดีๆทั้งสองฝ่าย
เคยพูดเล่นๆกับเพื่อนสนิทว่าเวลาแก่แล้วจะได้มีเรื่องไปเล่าให้หลานๆฟังว่า
ปู่ตอนหนุ่มๆนั้นทำเรื่องบ้าๆบอๆอะไรบ้าง
ที่อ่านเกี่ยวกับ The merchant of Venice
แล้วทำให้นึกถึงเรื่องที่จะเล่า ก็เพราะ Bassanio
เป็นผู้ชายที่ยอมทุ่มทุนสร้างเสี่ยงไปหาผู้หญิงที่ตัวเองชอบ
ในชีวิตตัวผมเองทำอะไรเกินตัวหรือเสี่ยงอยู่หลายครั้งเหมือนกัน
เช่นเคยบินไปหาผู้หญิงอยู่สามคน
ครั้งแรก:
จำได้ว่าประมาณตอนเรียนอยู่ปีสองอยู่ Boston
อายุสิบเก้าไม่ก็ยี่สิบต้นๆ คุยกับสาวคนนึงที่อยู่ San
Diegoแล้วชอบ ไม่รู้ชอบไปได้ยังไง lol
เพราะยังไงก็รู้ตัวเองว่าไม่เอาคนนี้เป็นแฟนแน่นอน..เพราะตอนนั้นคบกับแฟนคนแรกอยู่
แต่คนกำลังหลง วันหนึ่งนึกยังไงขึ้นมาไม่รู้ ตัดสินใจบินไปหา
โดยตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่า
ถ้าไปเจอตัวจริงๆแล้วชอบก็จะใช้เวลาสองสามวันด้วยกันแล้วหลังจากนั้นก็คงเลิกคุยไปเลย
แต่ถ้าไม่ชอบก็คงยังเป็นเพื่อนกันได้อยู่
ไปแบบไม่ได้เตรียมตัวให้เกิดอะไรขึ้น
เพราะตั้งใจว่าจะไม่ให้มีอะไรเกินเลย
ปกติเวลาไปไหนจะเตรียมของละเอียดมาก แต่คราวที่ไปแปรงสีฟันยังลืม
เอาไปแค่เสื้อผ้าเท่านั้น
นั่งรถไฟใต้ดินไปสนามบินแล้วซื้อตั๋วเอาเดี๋ยวนั้นเลย
ถ้าใครอยู่อเมริกาคงรู้ว่าซื้อตั๋วตอนวันที่จะบินเป็นอะไรที่แพงมากกกกก
บินในประเทศยังแพงกว่าบินกลับไทยอีก
ประมาณว่าตั๋วใบนั้นกลับไทยได้สองรอบ - -
สมมติว่าน้องคนนี้ชื่อน้องเอฟละกันครับ
เคยเห็นรูปแล้วล่ะแต่แค่รูปเดียว (เป็นความคิดที่ผิดมากๆครับ
lol) ตอนบินไปได้ครึ่งทางก็โทรไปบอกว่าจะมา
เค้าก็เอาเพื่อนรุ่นพี่ผู้หญิงไปด้วยคนนึง..
ซึ่งก็เป็นความคิดที่ผิดมากๆของน้องเอฟ
เพราะรุ่นพี่คนนั้นสวยน่ารักมาก
ตอนลงจากเครื่องมามองเห็นรุ่นพี่คนนั้นก่อน
พอถามก็พบว่าไม่ใช่น้องเอฟ พอเห็นน้องเอฟแล้ว
เอาเป็นว่าขอเปลี่ยนชื่อจากน้องเอฟ เป็นน้องชัทเตอร์นะครับ 55555
หาเรื่องใส่ตัวจริงๆเลยตู
คือความรู้สึกในใจ
หนาวๆร้อนๆ
คือความรู้สึกทางกาย
น้องชัทเธอก็พาไปทานข้าวเย็น ทานเสร็จไข้จับครับ
เป็นไข้จริงๆ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศหรือเพราะหน้าของน้องชัทเธอกันแน่
แล้วเธอก็พาไปพักที่โรงแรมก่อนจะกลับบ้านของเธอไป
เรื่องของเรื่องมันอยู่ตรงนี้แหละครับ เธอไม่ได้กลับทันทีทันได
พอเข้ามาส่งที่ห้องในโรงแรมได้ซักพักเธอก็บอกว่าแฮงค์
เพราะว่าทานวอดก้าไปตอนกลางวัน แล้วมาแฮงค์ตอนนี้
(มันเป็นไปได้หรอครับท่านผู้อ่าน??? ไม่รู้จริงๆ
เพราะไม่ค่อยทานเหล้า)
ก็เลยขออยู่ที่ห้องแปปนึง
.
ตอนแรกผมอยู่บนเตียงนอนจับไข้อยู่แต่ทานยาแล้ว..เธออยู่ตรงโซฟา
. .
ผ่านไปสิบนาทีเธอลงจากโซฟา
มาอยู่ข้างๆเตียงแล้วถามว่า นวดให้เอารึเปล่า ก็ปฏิเสธไปครับ
เพราะไม่รู้ว่าจะมีอะไรมากกว่านั้นรึเปล่า
เวลาเล่าให้เพื่อนฟังจะประมาณว่า..
เฮ้ยแก
ตอนนั้นนะฉั้นโคตรง่วงเลย แต่ไม่กล้าหลับ
รู้เปล่ามันทรมานมากๆที่เป็นไข้เพลียๆแถมกินยาแบบให้ง่วงแล้วต้องมานั่งฝืนไม่ให้หลับ
เพราะเดี๋ยวเค้าปล้ำตรู
สุดท้ายขันติผมก็หนักแน่นกว่า โฮะๆ ไม่ยอมหลับ
น้องชัทเธอเลยยอมแพ้กลับบ้านไปแต่โดยดี รอดตัวไปหนึ่งวัน
หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้สร้างความลำบากใจแค่ส่งที่หน้าห้องเฉยๆ
(ขอบคุณค๊าบบบ) แล้วก็พาไปเที่ยวแถวนั้นนิดๆหน่อย..
พอบินกลับมาก็เล่าให้แฟนฟัง
เค้าก็ถามว่าไม่รู้หรอว่าอย่างนั้นเค้าเรียกว่าอ่อย..
lol
*อ๊ะๆ
คนอ่านคงคิดว่าถ้าเกิดน้องชัทหน้าเหมือนรุ่นพี่คงเกิดอะไรขึ้นแน่
ไม่จริงครับ
เพราะอย่างที่บอกว่าไม่กะให้มีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน
*ตอนคบกับแฟนคนแรกนี่จะไม่ค่อยว่าอะไรกัน
เพราะว่าอยู่กันห่างและต่างคนก็ต่างมีเผลอไปชอบคนอื่นบ้าง
ถ้าไม่ใช่เป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสส่วนใหญ่ก็จะเคลียร์ๆให้อภัยกันไป
*ไม่ได้เลือกหน้าตามาก
แต่อย่างน้อยเดินกันขออย่าให้คนด่าว่าไปขุดมาจากป่าช้าไหน
คิดว่าคงไม่ได้เป็นข้อจำกัดที่โหดร้ายมากนัก..มั้ง?
ครั้งที่สอง:
ตอนนั้นก็ยังอยู่ Boston
จีบแฟนคนที่สองที่อยู่แถวๆแอลเอ
ก็ไม่ได้คิดว่าจะบินไปหาแบบไม่ทันตั้งตัว
เพราะเข็ดจากครั้งที่แล้วแผลยังสดฮ่ะๆ
แต่จากบทเรียนครั้งที่แล้วทำให้รอบคอบมากขึ้น รูปมีเป็นโหล
เวปแคมก็เล่น เรื่องมีอยู่ว่าเผอิญตอนนั้นจะบินกลับไทยหน้าหนาว
คราวนั้นต้องบินจาก Boston Chicago Tokyo Bangkok
แล้วดันไปติดแหง่กอยู่ที่ Chicago
พายุหิมะลงพอดีหนักมากไปไม่ทันตกเครื่องจากชิคาโก้ไปโตเกียว
วิ่งวุ่นอยู่ประมาณ 12 ชั่วโมงก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะได้เครื่องที่ไปโตเกียวลำอื่นเลย
ก็เลยไปคุยกับทางสายการบินว่าขอขึ้นเครื่องที่ไปลงแอลเอ
แล้วค่อยขึ้นเครื่องไปโตเกียวจากที่นั่นวันรุ่งขึ้น
โชคดีที่มีที่ว่างของเครื่องที่ไปแอลเอคืนนั้นพอดี
พอไปถึงก็โทรบอกเค้าว่า ให้ทายว่าอยู่ที่ไหน
พอเค้ารู้ว่าอยู่แอลเอเลยโดนสงสัยว่ากะจะมาหาตั้งแต่แรกแล้ว
แต่จริงๆถ้าไม่มีหิมะตกที่ชิคาโกก็คงไม่ได้มาหรอก
ตกลงกันว่าผมจะแวะไปหาเค้าตอนเช้าๆ
และคงมีเวลาอยู่ด้วยกันแค่สองชั่วโมง
เนื่องจากเครื่องที่จะกลับไทยออกประมาณสิบเอ็ดโมงของวันรุ่งขึ้น
และบ้านเธอก็แสนจะไกลจากตัวเมือง ต้องออกจากโรงแรมแต่เช้า
ด้วยความที่ไม่คุ้นที่คุ้นทางบวกกับไม่ได้เตรียมที่จะมาที่นี่ก่อน
ก็เลยไปคุยกับ concierge
ของโรงแรมให้เค้าช่วยจองรถให้หน่อย
ตอนแรกก็นึกว่าคงเป็นรถแทกซี่ไปรับไปส่ง ปรากฏว่าเป็นรถ
limousine คนขับใส่สูท คันเหมือนกับในรูปข้างล่างนี่แหละ lol..

ตอนเจอกันต่างคนต่างอยู่กันคนละฟากถนนรอไฟแดงเพื่อที่จะได้เดินมาเจอกัน
ได้อารมณ์MVมาก lol..
ได้นั่งคุยกันสองชั่วโมงบนม้านั่งใกล้ๆบ้านของเค้า
อากาศเช้าๆเย็นสบาย สีหน้าที่เอียงอายของอีกฝ่าย มือที่อ่อนนุ่ม
น้ำตาใสๆ สายตาที่ตัดพ้อเล็กน้อย
กอดที่อบอุ่นก่อนจากลา..เพื่อที่จะพบกันใหม่ในวันหลัง
ภาพทั้งหมดยังคงติดอยู่ในความทรงจำ ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนาน
และเรื่องของเราจะกลายเป็นแค่ความทรงจำไปแล้ว
*ซึ่งจริงๆแล้วเป็นการตัดสินใจที่ถูกที่รีบออกจากชิคาโกมาที่แอลเอก่อน
เพราะหลังจากออกมาได้พายุตกหนักกว่าเดิมอีก
ถ้าอยู่ที่นั่นก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับเมืองไทยวันไหน
*พอตอนจะกลับรถมารับ พอเค้าเห็นก็บอกว่า
เว่อร์มากกก (ไม่รู้ว่าควรจะขอบคุณ concierge หรือด่าดี
แต่ก็ทิปไปตั้งยี่สิบเหรียญแน่ะ J)
*concierge ของโรงแรมมีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้แขกที่มาพัก
ประมาณว่าอะไรก็ตามที่แขกต้องการ ถ้าเค้าทำได้เค้าจะทำให้
เคยไปพักโรงแรมแล้วช่วยให้conciergeเช่ามือถือมาให้ใช้ชั่วคราวพี่แกก็ทำให้
ครั้งที่สาม:
ครั้งนี้นับว่าหนักที่สุด
แต่คงเล่าอะไรละเอียดมากไม่ได้ ตอนนั้นเริ่มๆคบๆกับแฟนคนที่สี่
แล้วทีนี้มีปัญหาเกิดขึ้นกับเธอ ไม่ใช่เพราะทะเลาะกัน
แต่ปัญหาใหญ่มากถึงขนาดทำให้ต้องบินไปอังกฤษ
คิดว่าผู้ชายคนอื่นถ้ารักผู้หญิงซักคนนึงก็คงจะตัดสินใจเหมือนผม
แต่มันไม่ได้ง่ายๆเหมือนตอนสองครั้งแรก เพราะไม่ได้บินในประเทศ
ที่ต้องทำในวันนั้นก็คือ
ไปมหาลัยขอtranscriptเพื่อที่จะเอาไปวีซ่ากับกงศุล
ขับไปวีซ่าที่กงศุล จัดกระเป๋า ซื้อตั๋ว
เมล์ไปบอกอาจารย์ว่าจะหายไปซักสัปดาห์นึง
personal reasons
หาคนมาดูแลแมว ภายในวันเดียว
. จำได้ว่าขับรถอย่างกับคนบ้า
ลุ้นมากกว่าจะทันรึเปล่า
พริบตาที่มาถึงสนามบินรู้สึกภูมิใจนิดๆว่าทำได้ด้วยแฮะ
แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความกังวลลดลงเลย
เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นค่อนข้างจะสาหัส
ตั๋วแพงกลับเมืองไทยได้เหมือนกัน
แต่ก็ยังน้อยกว่าครั้งแรกที่บิน..
แต่ต่อให้แพงกว่านี้ก็คงไปเหมือนกัน lol..
เป็นครั้งแรกที่นั่งสายการบิน Virgin Atlantic ติดใจมากครับ
ที่นั่งสีสดใส แอร์สวย :P
กะว่าไปตายเอาดาบหน้าจริงๆเพราะจะได้เจอตัวแฟนรึเปล่าก็ไม่รู้
โรงแรมในอังกฤษแพงมากโดยเฉพาะไม่ได้จองไว้ก่อน..
คงสงสัยว่าได้เจอตัวรึเปล่า ไม่ได้เจอครับ
เธอบินกลับไทยในวันรุ่งขึ้น
ผมบินกลับอเมริกาวันรุ่งขึ้น..เช่นกัน
สรุปว่าไปนอนค้างคืนที่อังกฤษคืนนึง เป็นovernight
stayที่แพงที่สุดเท่าที่เคยพักมา
Part III:
Reflection
เหลวไหลไม่เบาครับ ผู้ชมทางบ้านโปรดอย่าเลียนแบบ
:P เคยอ่านที่ไหนไม่รู้จำไม่ได้ข้อความว่า try to do something
crazy and youll expand your comfort zone ซึ่งก็จริงอย่างที่เค้าพูดจริงๆ
ไม่อยากแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นานครับ
สิ่งที่สำคัญในการใช้ชีวิตไม่ได้อยู่ที่ใช้ชีวิตยืนยาว
แต่อยู่ที่มีเวลาที่ประทับใจมากแค่ไหน
อย่างน้อย..ผมเชื่อเช่นนั้น
--------------------------------------------------
ps. 1. เรื่องเสี้ยนๆยังมีอีก แต่คงไว้รอโอกาสให้
และอยากจะเขียนจะมาเล่าให้ฟังครับ
2.
เครียดเรื่องงาน แต่อารมณ์ดีเรื่องอื่น
หึหึ
3.
บทย่อมาจาก www.sparknotes.com
4. หวังว่าคงไม่ต้องมีครั้งที่สี่
lol
ตัวกวน 17 มิ.ย. 2548 เวลา 11:05 น.
My boyfriend used to ask his mother, 'How
can I find the right woman for me?' and she would answer,
'Don't worry about finding the right woman- concentrate on
becoming the right man.' [Author unknown] |