|
เปลือก
ที่มาของentryวันนี้ พอดีไปอ่านไดพี่ Bigsis
เรื่อง เรื่องของเปลือก ตอนอ่านแรกๆเบลอๆเพราะเพิ่งตื่น
หลังจากไปอาบน้ำแล้วก็คิดได้อีกแบบ
เรื่องย่อๆ (สั้นขนาดนั้น ยังจะต้องย่ออีกหรอ?)
จากที่อ่านคือว่า คนเราเวลาพูดถึงใครจะต้องพ่วงเปลือกมาด้วย
เช่นอ๋อคนนี้บ้านรวย คนนี้ขับรถหรู.. เช่น พี่
เดี๋ยวหนูแนะนำพี่ ก. ให้รู้จัก จบชิคาโก บ้านอยู่สุขุมวิท
รวยซ้า (ลอกมา)
ตัวเองก็ตกเป็นจำเลยเหมือนกัน
บ่อยครั้งที่แกล้งๆแซวเพื่อนที่โสดเหมือนกันว่า
เออเดี๋ยวหาหนุ่มให้ไม๊ คนนั้นเรียนเก่งนะ หรือไม่ก็คนนั้นรวยนะ
แทนที่จะบอกส่วนดีข้ออื่นที่ไม่ใช่เปลือกนอก
ใครไม่เคยพูดถึงคนอื่นแค่เปลือกนอกบ้าง ยกมื่อขึ้น
(จะพาไปออกงานวัด
ฮา)
เคยคิดกันรึเปล่าครับว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
ผมก็มีทฤษฏีของผม
นั่นก็คือเราถูกปลูงฝังมาอย่างงื้ ปลูกฝังจากใคร
ก็จากคนรอบข้างและสื่อรอบตัวเรา ที่เน้นแต่เปลือกนอกไงล่ะครับ
คนอ่านอาจจะมองว่าเป็นคำตอบแบบขอไปที
แต่ถ้าลองคิดดูให้ดีๆแล้วจะเห็นว่า
เราไม่ค่อยมีตัวอย่างที่ดีให้เราเห็นเพื่อที่จะทำตามซักเท่าไหร่ ก็คนรอบข้างเค้าพูดกันแบบนี้ทั้งงั้น
เมื่อเห็นแต่ตัวอย่างแต่แบบเดิมๆมันก็ปลูกฝังเข้าไปในตัวเราโดยไม่รู้ตัว
ยกตัวอย่าง ชนเผ่าทะเลทรายบางชนเผ่า
จะยกภรรยาตัวเองให้ไปนอนกับแขกที่แวะมาพักด้วย
เขาถือว่าเป็นเกียรติอีกด้วยซ้ำถ้าแขกพอใจ
ถ้าคุณไปเกิดในสังคมแบบนั้นคุณก็คงเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาใช่ไหมล่ะครับ
อีกตัวอย่าง
นึกถึงอะไรแวบแรกเมื่อเห็นคำเหล่านี้..
1.
ศิลปอาชา
2. สิริวัฒนภัคดี
3. ชินวัตร
4. อยู่บำรุง
.
.
.
ส่วนผมจะนึกถึง บรรหาร, เหล้าแม่โขง, ทักษิณ
ไม่ก็พรรคไทยรักไทย, เหลิม และลูกๆ คิดว่าคนอื่นก็คงจะนึกถึงอะไรใกล้เคียงกัน
ถามว่าทำไมถึงคิดได้แบบนั้น...
ก็เพราะสื่อใช่รึเปล่า ข่าว คำพูดปากต่อปาก
เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่า
คนรอบข้าง(รวมทั้งสื่อ)มีอิธทิพลที่จะปลูกฝัง(หรือล้างสมอง)คนเรา
และ ก็นั่นแหละ เราได้ยินแต่อะไรที่เป็นเปลือกๆ
พูดถึงคนนั้นแบบเปลือกๆ ก็เลยทำให้พูดถึงคนแบบเปลือกๆ
ทั้งๆที่ในใจก็รู้ว่ามันไม่ค่อยจะถูกซักเท่าไหร่นัก
------------------------

ถ้าสาวให้ลึกเข้าไปอีกว่ามันมาจากไหนกันแน่ก็ต้องมองในด้านการปกครองและเศรษฐกิจ
ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่าง Feudalism กับ Capitalism
Feudalism ซึ่งก็คือระบบเจ้าขุนมูลนาย
จะเน้นการสืบทอดอำนาจทางสายเลือด
ถ้าใครโชคดีเกิดมาในตระกูลขุนนางก็สบายไปตลอด เพราะที่นา
หรือยศฐาบรรดาศักดิ์ จะสืบทอดจากพ่อไปสู่ลูก ลูกไปสู่หลาน
ในขณะที่ Capitalism หรือระบบทุนนิยมที่เน้นความสามารถของแต่ละคน
คนเก่งก็สามารถเป็นเจ้าของบริษัท ตึก ที่ดิน ได้
ไม่เหมือนกับสมัย Feudalism
ที่คนที่เป็นขุนนางที่จะเป็นเจ้าของที่ดินได้
สิ่งที่สองระบบนี้เหมือนกัน
ก็คือให้ความสำคัญกับคนที่ภายนอก แต่ไม่ได้เน้นที่จิตใจ
อย่างนึงเน้นที่สายเลือด
อย่างนึงเน้นที่ความสามารถ
ซึ่งจริงๆแล้วมันก็เปลือกเหมือนกัน
แต่คนล่ะสีและtextureเท่านั้นเอง
ส่วนระบบ Communist
นั้นดีได้ด้านหลักการ คนใช้ชุดแบบเดียวกัน
ได้ส่วนแบ่งของอาหารเท่ากัน คนเราไม่รู้จะมองเปลือกนอกไปทำไม
เพราะมันเหมือนกันหมด 555
แต่ในด้านปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะยังไงก็ต้องมีคนคุม
การมีคนคุมก็ทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำต่ำสูง
เพราะฉะนั้นท้ายสุดแล้วก็ล่มไปไม่รอด..
ขอสาวย้อนลึกไปอีก ถึงสมัยดึกดำบรรพ์
เวลาคนยังเป็นสังคมแบบเร่ร่อน Nomadic กันอยู่
ทีนี้ล่ะเริ่มสนุกล่ะ..
จะสังเกตได้ว่าตอนสมัยที่คนยังใช้ชีวิตในสังคมแบบเร่ร่อนนั้น
ปัญหาสำคัญที่สุดก็คือ อาหาร
เพราะว่าต้องล่าสัตว์มื้อต่อมื้อ
กินอิ่มรึเปล่ายังจะมีปัญหาเลย ในขณะที่สังคมยุคถัดจาก Nomadic
ซึ่งก็คือสังคมที่เพาะปลูกพืช เริ่มมีเวลาว่างไม่ต้องไปล่าสัตว์
ก็เลยมีเวลาสร้างสรรศิลปวัฒนธรรม รวมถึงจริยธรรม ประเพณี ศาสนา
ซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจ
ทำไมของแบบนี้ไม่มีในสังคมNomadic..
โถ่ล่าสัตว์กินท้องยังไม่อิ่มเลย
ใครจะไปสนใจเรื่องความดีไม่ดีของจิตใจ ในสมัยนั้นคนแนะนำกันหรือพูดถึงกันก็คงออกแนวๆว่า
รู้จักนายคองก้ารึเปล่า
เห็นว่าเมื่อวานนี้เขาฆ่าสิงโตได้ด้วยตัวคนเดียวแน่ะ
ก็เปลือกเหมือนกัน แต่เปลือกด้านอำนาจพลกำลัง
(ถ้าแรงไม่เยอะคงฆ่าสิงโตลำบาก
เพราะสมัยนั้นเครื่องมือล่าสัตว์ก็เป็นแบบธรรมดาๆ)
ถ้าจะสรุปในส่วนนี้
คงสรุปได้ง่ายๆว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ย่อมต้องการๆยอมรับ
และการที่จะได้เป็นที่ยอมรับนั้น
ส่วนใหญ่คนจะมองในแง่ของการใช้ชีวิตรอด (อาหาร เงินทอง) มาก่อน
เพราะสิ่งดีๆในด้านจิตใจนั้นมักจะมาหลังจากท้องอิ่มแล้ว..
นอกจากนี้ความดีทางด้านจิตใจยังเป็นสิ่งที่จับต้องยาก
มองไม่เห็นเป็นรูปธรรม และที่สำคัญที่สุด ROI (return of
investment) ใช้เวลานาน
ประมาณว่าทำดีแล้วกว่ากรรมจะสนองนี้เป็นชาติ
lol..
------------------------

โดยส่วนตัวเวลาเพื่อนพูดถึงคนอื่นในแง่ของเปลือก
ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก เพราะถือว่าสังคมเป็นแบบนี้
ใช้บรรทัดฐานแบบนี้ เวลาเข้าสังคมก็หยิบไม้บรรทัดอันนั้นไปใช้
เวลาไม่ต้องเข้าสังคม หรือว่า
อยู่ในสังคมที่ไม่ได้มองคนแค่เปลือกนอก
ก็เอาไม้บรรทัดอีกอันติดตัวไป
เพื่อนเคยเล่าให้ฟังถึงหนุ่มคนนึงที่เค้าไปชอบให้ฟังว่า
หน้าตาดี ขับรถAcura
เลยสวนไปว่า ถ้าตัดหน้าตาดี เรียนเก่ง
ฐานะดี ออกไปแล้ว ผู้ชายคนนี้เหลืออะไร ต่างจากคนอื่นตรงไหน?
มุขนี้หลังๆใช้บ่อยมากไว้คอยเตือนสติคนอื่น
คิดว่าถ้ามีลูกสาวแล้วลูกสาวชอบผู้ชายซักคนคงจะถามคำถามเดียวกัน
เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าจะไม่พูดถึงคนแต่ภายนอกล่ะ
จะพูดถึงคนนั้นยังไง? เพราะว่าแค่พูดว่า คนนั้นคนนี้นิสัยดีนะ
แล้วมันดีตรงไหน มันไม่เห็นภาพว่าดียังไง วิธีแก้ก็คือ
ลองนึกเรื่องที่คนๆนั้นทำแล้วเราประทับใจหรือสิ่งที่คนนั้นชอบทำเป็นanecdoteสั้นที่แสดงถึงด้านที่น่าสนใจของคนนั้นมาเล่าประกอบการแนะนำเช่น
ผมรู้จักรุ่นพี่ที่MITอยู่คน
คนจะเรียกแกว่า เอ้อุโมงค์ดินเหนียว
เพราะว่าแกมีอาจารย์ที่ปรึกษาสองคน คนนึงเก่งอุโมงค์
คนนึงเก่งดินเหนียว พี่เอ้เป็นคนอัธยาศัยดีมากๆและไม่ถือตัวเลย
ขนาดภารโรงที่หอแกก็ยังไปคุยเล่นทักทายทุกครั้งที่เดินผ่าน
หรือไม่ก็สมมติเหตุการณ์จำลองขึ้นมาแล้วบอกว่าถ้าเป็นคนนั้นๆจะตัดสินใจหรือพูดยังไงเช่น
.
สมมติว่าถ้ามีคนมาถามคุณโก้ว่า
จะหาผู้หญิงที่ใช่ได้ยังไง คุณโก้คงบอกว่า.. (โปรดไปดู quote
ใต้ก้นหมีรูดเสา)
ประมาณว่าทำให้คนฟังแล้วอยากรู้จักมากขึ้น
แทนที่จะบอกอยู่แค่ว่าหน้าตายังไง ขับรถอะไร
รวยรึเปล่า..
ซึ่งแน่นอนการที่จะดึงเรื่องออกมาเล่าได้แสดงว่าเราก็ต้องใส่ใจรู้จักคนนั้นพอสมควร
สำหรับคนที่ไม่สนิท
ก็ไม่รู้จะทำไงนอกจากบอกไปแค่เปลือกนอก
นี่ก็คือปัญหาอีกอย่างนึง
สิ่งภายในอาจจะเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลาศึกษานาน
การที่เราพูดถึงใครคนหนึ่งได้แค่เปลือกนอก
ก็อาจจะหมายความว่าเราไม่รู้จักเค้าดีพอที่จะพูดถึงสิ่งที่อยู่ข้างในเลยพูดได้แต่องค์ประกอบภายนอก
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเรามองคนแต่ภายนอกเสมอไป
จริงไหมครับ
จะว่าไปแล้ว ทรัพสิน เงินทอง หน้าตา ความสามารถ
ก็เป็นเปลือกภายนอก ความดี ความชั่ว ก็เป็นเปลือกเหมือนกัน
เปลือกภายใน ที่ว่าๆมองคนแต่เปลือก มันก็ใช่
ไม่ว่าจะมองที่ภายนอกหรือภายใน
มันก็เปลือกทั้งงั้น
เพราะจริงๆแล้วพอแกะออกมาหมดก็ไม่มีอะไร นอกจากอนัตตา
จริงไหมครับ? :P
รับซองกฐินไหมโยม? ทำบุญกันบ้างนะครับ (เอาอะไรมาก
พระยังแบ่งกันตามยศศักดิ์เลย มีชั้นเทพ
ชั้นธรรม
วุ่นวายกันจริงๆ)
---------------------------------
Ps.
1. เห็นกวนๆทะลึ่งๆอย่างงี้คุณโก้ตอน มปลาย
สอบได้ท๊อปพุทธศาสนานะครับ haha..
แสดงว่าข้อสอบวัดอะไรไม่ได้เลยนอกจากความจำ
2. เขียนได้เป็นตุเป็นตะดีจริงๆ
lol
3.
entryที่แล้วมีคนไม่เห็นด้วยบ้าง ชอบครับชอบ (กัดฟันกรอดๆ* lol)
ถ้าเห็นด้วยทุกอย่างก็น่าเบื่อหมดสิครับ J
4. รูปไปเอาของคนอื่นมา
ตัวกวน 8 มิ.ย. 2548 เวลา 14:51 น.
My boyfriend used to ask his mother, 'How
can I find the right woman for me?' and she would answer,
'Don't worry about finding the right woman- concentrate on
becoming the right man.' [Author unknown] |