เปลือก

ที่มาของentryวันนี้ พอดีไปอ่านไดพี่ Bigsis เรื่อง “เรื่องของเปลือก” ตอนอ่านแรกๆเบลอๆเพราะเพิ่งตื่น หลังจากไปอาบน้ำแล้วก็คิดได้อีกแบบ…

เรื่องย่อๆ (สั้นขนาดนั้น ยังจะต้องย่ออีกหรอ?) จากที่อ่านคือว่า คนเราเวลาพูดถึงใครจะต้องพ่วงเปลือกมาด้วย เช่นอ๋อคนนี้บ้านรวย คนนี้ขับรถหรู.. เช่น “พี่ เดี๋ยวหนูแนะนำพี่ ก. ให้รู้จัก จบชิคาโก บ้านอยู่สุขุมวิท รวยซ้า” (ลอกมา)

ตัวเองก็ตกเป็นจำเลยเหมือนกัน บ่อยครั้งที่แกล้งๆแซวเพื่อนที่โสดเหมือนกันว่า เออเดี๋ยวหาหนุ่มให้ไม๊ คนนั้นเรียนเก่งนะ หรือไม่ก็คนนั้นรวยนะ แทนที่จะบอกส่วนดีข้ออื่นที่ไม่ใช่เปลือกนอก

ใครไม่เคยพูดถึงคนอื่นแค่เปลือกนอกบ้าง ยกมื่อขึ้น (จะพาไปออกงานวัด ฮา)

เคยคิดกันรึเปล่าครับว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

ผมก็มีทฤษฏีของผม นั่นก็คือเราถูกปลูงฝังมาอย่างงื้ ปลูกฝังจากใคร ก็จากคนรอบข้างและสื่อรอบตัวเรา ที่เน้นแต่เปลือกนอกไงล่ะครับ คนอ่านอาจจะมองว่าเป็นคำตอบแบบขอไปที แต่ถ้าลองคิดดูให้ดีๆแล้วจะเห็นว่า เราไม่ค่อยมีตัวอย่างที่ดีให้เราเห็นเพื่อที่จะทำตามซักเท่าไหร่ ก็คนรอบข้างเค้าพูดกันแบบนี้ทั้งงั้น … เมื่อเห็นแต่ตัวอย่างแต่แบบเดิมๆมันก็ปลูกฝังเข้าไปในตัวเราโดยไม่รู้ตัว… ยกตัวอย่าง ชนเผ่าทะเลทรายบางชนเผ่า จะยกภรรยาตัวเองให้ไปนอนกับแขกที่แวะมาพักด้วย เขาถือว่าเป็นเกียรติอีกด้วยซ้ำถ้าแขกพอใจ ถ้าคุณไปเกิดในสังคมแบบนั้นคุณก็คงเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาใช่ไหมล่ะครับ

อีกตัวอย่าง นึกถึงอะไรแวบแรกเมื่อเห็นคำเหล่านี้..

1. ศิลปอาชา

2. สิริวัฒนภัคดี

3. ชินวัตร

4. อยู่บำรุง

.

.

.

ส่วนผมจะนึกถึง บรรหาร, เหล้าแม่โขง, ทักษิณ ไม่ก็พรรคไทยรักไทย, เหลิม และลูกๆ คิดว่าคนอื่นก็คงจะนึกถึงอะไรใกล้เคียงกัน

ถามว่าทำไมถึงคิดได้แบบนั้น... ก็เพราะสื่อใช่รึเปล่า ข่าว คำพูดปากต่อปาก … เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่า คนรอบข้าง(รวมทั้งสื่อ)มีอิธทิพลที่จะปลูกฝัง(หรือล้างสมอง)คนเรา และ ก็นั่นแหละ เราได้ยินแต่อะไรที่เป็นเปลือกๆ พูดถึงคนนั้นแบบเปลือกๆ ก็เลยทำให้พูดถึงคนแบบเปลือกๆ ทั้งๆที่ในใจก็รู้ว่ามันไม่ค่อยจะถูกซักเท่าไหร่นัก

------------------------

ถ้าสาวให้ลึกเข้าไปอีกว่ามันมาจากไหนกันแน่ก็ต้องมองในด้านการปกครองและเศรษฐกิจ ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่าง Feudalism กับ Capitalism … Feudalism ซึ่งก็คือระบบเจ้าขุนมูลนาย จะเน้นการสืบทอดอำนาจทางสายเลือด ถ้าใครโชคดีเกิดมาในตระกูลขุนนางก็สบายไปตลอด เพราะที่นา หรือยศฐาบรรดาศักดิ์ จะสืบทอดจากพ่อไปสู่ลูก ลูกไปสู่หลาน ในขณะที่ Capitalism หรือระบบทุนนิยมที่เน้นความสามารถของแต่ละคน คนเก่งก็สามารถเป็นเจ้าของบริษัท ตึก ที่ดิน ได้ ไม่เหมือนกับสมัย Feudalism ที่คนที่เป็นขุนนางที่จะเป็นเจ้าของที่ดินได้

สิ่งที่สองระบบนี้เหมือนกัน ก็คือให้ความสำคัญกับคนที่ภายนอก แต่ไม่ได้เน้นที่จิตใจ อย่างนึงเน้นที่สายเลือด อย่างนึงเน้นที่ความสามารถ…ซึ่งจริงๆแล้วมันก็เปลือกเหมือนกัน แต่คนล่ะสีและtextureเท่านั้นเอง… ส่วนระบบ Communist นั้นดีได้ด้านหลักการ คนใช้ชุดแบบเดียวกัน ได้ส่วนแบ่งของอาหารเท่ากัน คนเราไม่รู้จะมองเปลือกนอกไปทำไม เพราะมันเหมือนกันหมด 555… แต่ในด้านปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะยังไงก็ต้องมีคนคุม การมีคนคุมก็ทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำต่ำสูง เพราะฉะนั้นท้ายสุดแล้วก็ล่มไปไม่รอด..

ขอสาวย้อนลึกไปอีก ถึงสมัยดึกดำบรรพ์ เวลาคนยังเป็นสังคมแบบเร่ร่อน Nomadic กันอยู่ ทีนี้ล่ะเริ่มสนุกล่ะ.. จะสังเกตได้ว่าตอนสมัยที่คนยังใช้ชีวิตในสังคมแบบเร่ร่อนนั้น ปัญหาสำคัญที่สุดก็คือ อาหาร… เพราะว่าต้องล่าสัตว์มื้อต่อมื้อ กินอิ่มรึเปล่ายังจะมีปัญหาเลย ในขณะที่สังคมยุคถัดจาก Nomadic ซึ่งก็คือสังคมที่เพาะปลูกพืช เริ่มมีเวลาว่างไม่ต้องไปล่าสัตว์ ก็เลยมีเวลาสร้างสรรศิลปวัฒนธรรม รวมถึงจริยธรรม ประเพณี ศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจ…

ทำไมของแบบนี้ไม่มีในสังคมNomadic.. โถ่ล่าสัตว์กินท้องยังไม่อิ่มเลย ใครจะไปสนใจเรื่องความดีไม่ดีของจิตใจ ในสมัยนั้นคนแนะนำกันหรือพูดถึงกันก็คงออกแนวๆว่า “รู้จักนายคองก้ารึเปล่า เห็นว่าเมื่อวานนี้เขาฆ่าสิงโตได้ด้วยตัวคนเดียวแน่ะ” … ก็เปลือกเหมือนกัน แต่เปลือกด้านอำนาจพลกำลัง (ถ้าแรงไม่เยอะคงฆ่าสิงโตลำบาก เพราะสมัยนั้นเครื่องมือล่าสัตว์ก็เป็นแบบธรรมดาๆ)

ถ้าจะสรุปในส่วนนี้ คงสรุปได้ง่ายๆว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ย่อมต้องการๆยอมรับ และการที่จะได้เป็นที่ยอมรับนั้น ส่วนใหญ่คนจะมองในแง่ของการใช้ชีวิตรอด (อาหาร เงินทอง) มาก่อน เพราะสิ่งดีๆในด้านจิตใจนั้นมักจะมาหลังจากท้องอิ่มแล้ว.. นอกจากนี้ความดีทางด้านจิตใจยังเป็นสิ่งที่จับต้องยาก มองไม่เห็นเป็นรูปธรรม และที่สำคัญที่สุด ROI (return of investment) ใช้เวลานาน ประมาณว่าทำดีแล้วกว่ากรรมจะสนองนี้เป็นชาติ lol..

------------------------

โดยส่วนตัวเวลาเพื่อนพูดถึงคนอื่นในแง่ของเปลือก ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก เพราะถือว่าสังคมเป็นแบบนี้ ใช้บรรทัดฐานแบบนี้ เวลาเข้าสังคมก็หยิบไม้บรรทัดอันนั้นไปใช้ เวลาไม่ต้องเข้าสังคม หรือว่า อยู่ในสังคมที่ไม่ได้มองคนแค่เปลือกนอก ก็เอาไม้บรรทัดอีกอันติดตัวไป…

เพื่อนเคยเล่าให้ฟังถึงหนุ่มคนนึงที่เค้าไปชอบให้ฟังว่า หน้าตาดี ขับรถAcura … เลยสวนไปว่า ถ้าตัดหน้าตาดี เรียนเก่ง ฐานะดี ออกไปแล้ว ผู้ชายคนนี้เหลืออะไร ต่างจากคนอื่นตรงไหน? มุขนี้หลังๆใช้บ่อยมากไว้คอยเตือนสติคนอื่น คิดว่าถ้ามีลูกสาวแล้วลูกสาวชอบผู้ชายซักคนคงจะถามคำถามเดียวกัน

เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าจะไม่พูดถึงคนแต่ภายนอกล่ะ จะพูดถึงคนนั้นยังไง? เพราะว่าแค่พูดว่า คนนั้นคนนี้นิสัยดีนะ แล้วมันดีตรงไหน มันไม่เห็นภาพว่าดียังไง วิธีแก้ก็คือ ลองนึกเรื่องที่คนๆนั้นทำแล้วเราประทับใจหรือสิ่งที่คนนั้นชอบทำเป็นanecdoteสั้นที่แสดงถึงด้านที่น่าสนใจของคนนั้นมาเล่าประกอบการแนะนำเช่น…

“ผมรู้จักรุ่นพี่ที่MITอยู่คน คนจะเรียกแกว่า เอ้อุโมงค์ดินเหนียว เพราะว่าแกมีอาจารย์ที่ปรึกษาสองคน คนนึงเก่งอุโมงค์ คนนึงเก่งดินเหนียว พี่เอ้เป็นคนอัธยาศัยดีมากๆและไม่ถือตัวเลย ขนาดภารโรงที่หอแกก็ยังไปคุยเล่นทักทายทุกครั้งที่เดินผ่าน”

หรือไม่ก็สมมติเหตุการณ์จำลองขึ้นมาแล้วบอกว่าถ้าเป็นคนนั้นๆจะตัดสินใจหรือพูดยังไงเช่น….

“สมมติว่าถ้ามีคนมาถามคุณโก้ว่า จะหาผู้หญิงที่ใช่ได้ยังไง คุณโก้คงบอกว่า.. (โปรดไปดู quote ใต้ก้นหมีรูดเสา)”

ประมาณว่าทำให้คนฟังแล้วอยากรู้จักมากขึ้น แทนที่จะบอกอยู่แค่ว่าหน้าตายังไง ขับรถอะไร รวยรึเปล่า..

ซึ่งแน่นอนการที่จะดึงเรื่องออกมาเล่าได้แสดงว่าเราก็ต้องใส่ใจรู้จักคนนั้นพอสมควร สำหรับคนที่ไม่สนิท ก็ไม่รู้จะทำไงนอกจากบอกไปแค่เปลือกนอก นี่ก็คือปัญหาอีกอย่างนึง สิ่งภายในอาจจะเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลาศึกษานาน การที่เราพูดถึงใครคนหนึ่งได้แค่เปลือกนอก ก็อาจจะหมายความว่าเราไม่รู้จักเค้าดีพอที่จะพูดถึงสิ่งที่อยู่ข้างในเลยพูดได้แต่องค์ประกอบภายนอก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเรามองคนแต่ภายนอกเสมอไป จริงไหมครับ

จะว่าไปแล้ว ทรัพสิน เงินทอง หน้าตา ความสามารถ ก็เป็นเปลือกภายนอก ความดี ความชั่ว ก็เป็นเปลือกเหมือนกัน เปลือกภายใน ที่ว่าๆมองคนแต่เปลือก มันก็ใช่ ไม่ว่าจะมองที่ภายนอกหรือภายใน …มันก็เปลือกทั้งงั้น เพราะจริงๆแล้วพอแกะออกมาหมดก็ไม่มีอะไร นอกจากอนัตตา จริงไหมครับ? :P

รับซองกฐินไหมโยม? ทำบุญกันบ้างนะครับ (เอาอะไรมาก พระยังแบ่งกันตามยศศักดิ์เลย มีชั้นเทพ ชั้นธรรม…วุ่นวายกันจริงๆ)

---------------------------------

Ps.

1. เห็นกวนๆทะลึ่งๆอย่างงี้คุณโก้ตอน มปลาย สอบได้ท๊อปพุทธศาสนานะครับ haha.. แสดงว่าข้อสอบวัดอะไรไม่ได้เลยนอกจากความจำ

2. เขียนได้เป็นตุเป็นตะดีจริงๆ lol…

3. entryที่แล้วมีคนไม่เห็นด้วยบ้าง ชอบครับชอบ (กัดฟันกรอดๆ* lol) ถ้าเห็นด้วยทุกอย่างก็น่าเบื่อหมดสิครับ J

4. รูปไปเอาของคนอื่นมา

ตัวกวน
8 มิ.ย. 2548 เวลา 14:51 น.

My boyfriend used to ask his mother,
'How can I find the right woman for me?'
and she would answer, 'Don't worry about finding the right woman- concentrate on becoming the right man.'
[Author unknown]

<< Engineering ฉันจะบิน >>

ขอบอกวว่าวันนี้ขี้เกียจอ่านค่ะ อ่านผ่านๆพอจับใจความได้ แต่จุ๋มก้ว่าเป็นเรื่องธรรมาดาไปแล้วนะค่ะ เป็นเพระตัวเองก้ทำอย่างนั้นเหมือนกัน มันติดไปแล้วค่ะ
อย่างจะแนะนำไปป์ให้ใครรู้จัก คงพูดประมาณว่า "คนที่หน้ากวนๆปากร้ายๆหน่อยน่ะ" lol 555 ล้อเล่นค่ะ ;p


ป.ล. แล้วเป็น "the right man" รึยังค่ะ ^^

joomyy
 
8 มิ.ย. 2548 เวลา 16:13 น.

this comment is not related for ur entry but i just would like to reply ur comment in my di in question

ahhh don't want to read the theory and history. Where's the story?>>>> Ummm what about your story ka? share with us pls. :-)

androdiasic
 
8 มิ.ย. 2548 เวลา 16:52 น.

เปลือกมันรับรู้ได้ง่ายกว่า

เรียนเก่ง (เห็นได้เป็นตัวเลขคะแนน ตัวอักษร A B C …) ความรวย (เลขบัญชีเงินในธนาคาร ยี่ห้อรถที่ขับ เสื้อผ้าที่สวม ..) ชาติตระกูลดี (นามสกุลที่ใช้ เชื่อพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติติโกโหติกา) แต่ คุณค่าภายในของมนุษย์ เห็นเป็นอะไรเล่า? ไม่สามารถใช้โสตประสาทปกติรับรู้ได้ ต้องรับรู้ด้วยใจ แถมใช้เวลายาวนาน ไม่สามารถรับรู้ได้ทันที และบางครั้ง สิ่งที่รับรู้ อาจจะเป็นของปลอม เป็นภาพลวงที่มนุษย์ตนนั้น สร้างขึ้นอีกต่างหาก

แถมยังเปรียบเทียบไม่ได้อีก การต้องเปรียบเทียบเป็นสันดานหนึ่งของมนุษย์ ถ้าใช้ ‘เปลือก’ วัดคน เปรียบเทียบได้ ใครเรียนเก่งกว่าใคร รวยกว่าใคร หน้าตาดีกว่า ชาติตระกูลดีกว่า ดีกว่าเท่าไร เห็นได้ ตอบได้ แต่ใครมีคุณค่าความดีงามกว่าใคร ดีกว่าเท่าไร ตอบยังไงละ

จึงเป็นสัจธรรม อะไรที่ง่ายกว่า สะดวกกว่า ตอบสนองได้ดีกว่า ก็อยากจะเลือกทางนั้นมากกว่า

PS. >> (สั้นขนาดนั้น ยังจะต้องย่ออีกหรอ?)

ก๊าก นั่นดิ แล้วที่หยิบมานั่นอะ รู้สึกเหมือนจะหมดทั้ง entry วันนั้นแล้วอะ


¤ Sherry ¤
 
8 มิ.ย. 2548 เวลา 17:56 น.

ป.ล. แล้วเป็น "the right man" รึยังค่ะ <<< What a good question.

I agree that nowadays people just introduce each other with their social status, and it's not right. But communication has its limits so we just have to give info that would be more useful to the recipient. Like u said, if we don't know that person well enough ourselves, how could we provide better info that those superficial data (looks, education, wealth)...even if we think that person is a good person and we have good experiences with them, it might not be their true selves...just an act they out on to make us think they are good.

So I think if someone ask me "How is this guy?" I would ask him back, "What do u like to know?"...then answer that while trying to add info about the depth I know that person. This way the listener can judge by themselves how valid is my description of the guy.

May be it is better to just introduce the name though, like "I have my freind, Ken" and that's it without any more info...and wait for ur conversation partner to ask more. Why giving them some info they might not need to know coz those info can create false expectations in their mind.

It's hard to try not to be superficial these days...I think.

PS Agree with ADM+, how about ur (life) story and not just ur observation on things or theories u out in to support it?

Wonder how u would introduce me to someone that doesn't know me though?




Atashi
 
8 มิ.ย. 2548 เวลา 18:00 น.

>> (สั้นขนาดนั้น ยังจะต้องย่ออีกหรอ?)
555 ชอบตรงนี้ เหมือน หนู รี่เลย

เห็นด้วย กะคุณตัวกวนค่ะ เพราะก็คุยกะ ท่านบิ๊ก บอกแกว่า อย่าคิดมากเลย เพราะจริงๆ หนึ่งในคนที่พูดนั่น ก็คนที่เรารู้จัก เรารู้ว่าเค้าเป็นยังไง ก็เลยเฉยๆ กะการที่เค้าพูดแบบนี้ ชินก็ว่าได้

แต่ที่นี้ ท่านบิ๊กแกไปเจอสร้อยแบบนี้ บ่อยๆ + มากๆ เข้า ก็เลยเกิดอาการเอือม และก็เลยอยากระบาย...

สงสัย อาจมีต่อ ภาค 3 เพราะคิดๆ ไว้ ว่าจะเขียน ต่ออยู่เหมือนกัน

พี่ปู




MiDdle oNe
 
8 มิ.ย. 2548 เวลา 20:57 น.

เมื่อวานเพิ่งถกกะคุณแฟนเรื่องนี้เหมือนกัน [ไม่ใช่ถกเสื้อถกกระโปรงนะคะ]

จะว่าไป เปลือกมันก็มีหลายแบบ ถ้าพูดถึง'เปลือกกำเนิด' [นามสกุลอะไร ที่บ้านทำอะไร ฯลฯ] อันนี้ไม่ค่อยชอบ เพราะมันไม่ได้บอกอะไรถึงความเป็นตัวเค้าได้ซักเท่าไหร่ เพราะคนมันเลือกเกิดไม่ได้

แต่ถ้าคุยกันถึง'เปลือกแสวง' เช่น เรียนอะไร ตอนนี้ทำอะไร อ่านหนังสือประเภทไหน อันนี้รับได้ เพราะอย่างน้อยก็ยังพอบอกได้ว่าในชีวิต เค้า'เลือกจะเป็น'หรือ'เลือกจะ'ไม่เป็น'อะไรบ้าง

คิดว่าสมัยนี้ดีกว่าสมัยก่อนเยอะแล้วนะคะ [ผลพวงจาก capitalism?] ดูอย่างใน merchant of venice สิ ขนาด Bassanio จะยืมเงินเพื่อนไปจีบสาว ยังบอกเพื่อนแค่ว่า "The heiress' name is Portia and she is fair." [อะไรประมาณนี้] เลย แบบว่าข้าไม่สนว่าจะนิสัยยังไง รู้แค่ว่าสวยและรวย พอแล้ว

- XTreme -
 
8 มิ.ย. 2548 เวลา 22:44 น.

แอมว่าไดของรี่เป็นฉบับย่อของพี่ไปป์ต่างหากนะเนี่ย อิอิ

คงเพราะส่วนนึงของคุณสมบัติที่เป็นเปลือกภายนอกนั้นจัดเป็นพวก quantitative proporties ซึ่งนำมาวัดและเปรียบเทียยได้ชัดเจนแจ่มแจ้งมากกว่าจำพวก qualitative

แต่ที่แอมสงสัยคือ ทำไมเวลาจะกล่าวถึงใครทางด้านเด่นแล้วเนี่ยคนมักจะอ้างอิงแต่เปลือก quantitative เหล่านั้น e.g รวย รถหรู ตระกูลดี etc แต่พอกล่าวถึงด้านไม่ดีแล้วเนี่ย ดันหยิบยก มาแต่ qualitative ซะตู้มเชียว ..


[ ammie* ] 9 มิ.ย. 2548 เวลา 07:07 น.

แอบมาฟังเพลงไดเธอบ่อยๆ เหมือนกัน
:)

เมนท์บ้างไม่เมนท์บ้าง

หรือเปลือกกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในยุคที่เร่งรีบแบบนี้ไปซะแล้ว

ภายใต้เปลือก เราซ่อนอะไรไว้ ความเหงา ความว่างเปล่า หรือว่าความรู้สึกอะไรที่มากกว่านั้น

ฉันรู้สึกว่า บางทีเปลือกที่มีอยู่อาจจะทำร้ายหัวใจได้มากกว่า...

Zomme
 
9 มิ.ย. 2548 เวลา 07:10 น.


เราเห็นด้วยกับคอมเม้นท์ คุณ Extreme นะ

แบบ คุณสมบัติพวก เรียนอะไรที่ไหน ไรงี้มันแบบ บ่งบอกได้นะว่า เออ เค้าขยัน หรือว่า เค้าเก่ง เค้าตั้งใจอะไรแบบนั้นนะ

"แบบ เลือก เกิดไม่ได้ แต่เลือกเป็นได้ นะ"

ส่วนนามสกุล บางทีก็บอกได้เหมือนกันว่า พื้นฐานทางครอบครัวเป็นไง
แบบ ถ้ามีแฟนนามสกุล อยู่บำรุง เราก็รู้แล้วนะว่า แบบ เออ นะ... เข้าใจไม๊

งง ไม๊?




`เป้ว
 
9 มิ.ย. 2548 เวลา 12:37 น.

หนึ่ง

เอ๊ะ ทำไมอ่านแล้วหิว?

สอง

เราก็มีนักธรรมโทพระพุทธศาสนานะเออ ได้แต่ทฤษฎีล้วนๆ ปฏิบัติตก ฮิฮิ

สาม

ลืมแล้วล่ะ ยาวเกิน ตอนแรก อ่านๆไปนึกออกตั้งหลายข้อ

เก็บไว้อัพหลายๆวันก็ได้นะพ่อ


9.
 
9 มิ.ย. 2548 เวลา 12:38 น.

Nice pic u had there. :)

my problems are well located and i'm now determined to overcome them ..

i appreciated your comment however,
ทุกคนต่างมีปัญหาของตัวเองแหละ <<< the purpose of writing your diary maybe different to mine .. but chill-chat may ease away some traumas just the same. ..

so ..

vice versa and take care :)


aoministry
 
9 มิ.ย. 2548 เวลา 21:12 น.

ต้องไปอ่านไดพี่ๆ ก่อนไม่งั้นอาจตีความผิดก็ได้ บางทีผมว่าสิ่งที่โดนพ่วงสำหรับบางคนอาจจะไม่ใช่เปลือก แต่เป็น แก่น ของคนคนนั้น ขึ้นอยู่กับคนพูดว่าจะเลือกเอาเปลือกหรือแก่น มาพ่วงไว้

อ่านมาเจอเม้นคุณโก้ว่าได้ท๊อปพุทธศาสตร์ เลยนึกขึ้นได้เรื่องที่ต้องลองปฏิบัติถึงจะรู้ เช่นความตาย ผมแนะนำว่าคุณโก้ไม่ต้องทำไรมาก แค่ไปมีกิ๊กเท่านั้นแหล่ะ รับรองได้เจอจริงๆ อิๆๆ

ปล อริยมรรคมีองค์แปด สัมมาทิฐิเป็นประธานน่ะครับ ^^ ถ้าคอนเซ็บผิดนี่ ที่เหลือผิดหมดเลยน่ะ ลงเหวได้ง่ายๆ

JayMel
 
9 มิ.ย. 2548 เวลา 22:22 น.

เราว่าเปลือกเป็นนามธรรมที่เห็นเป็นรูปธรรมได้ง่ายกว่าสิ่งอื่น

รวมทั้งบอกได้ถึงสภาพแวดล้อมที่เขาเป็นอยู่ได้

บางที คนที่เรารู้จักครั้งแรก
เราไม่อยากรู้หรอกว่าเขาเป็นคนนิสัยดี
เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพราะโอกาศที่อาจจะมาเจอกันอีกไม่ค่อยมี

รู้คำสร้อยของเขา (ไม่ใช่ มนตร์สิทธิ์นะ) ก็อาจจะโยงไปถึงเพื่อนเขา หรือหา network เพิ่ม เพื่อที่จะได้ track เขาได้ง่ายในอนาคต
จากนั้นถ้าจะคบกันเป็นเพื่อน

ก็ค่อยมาดูนิสัยกันเองแล้วละ


ปล. แต่เราน่ะ อาศัยเปลือกห่อหุ้มความอ่อนแอของตัวเอง
ว่าแต่มีความรู้สึกว่าโดนหักคะแนนไปหลายรอบแล้ว :P


Kitty Lover
 
10 มิ.ย. 2548 เวลา 08:44 น.

เพื่อนเคยเล่าให้ฟังถึงหนุ่มคนนึงที่เค้าไปชอบให้ฟังว่า หน้าตาดี ขับรถAcura … เลยสวนไปว่า ถ้าตัดหน้าตาดี เรียนเก่ง ฐานะดี ออกไปแล้ว ผู้ชายคนนี้เหลืออะไร ต่างจากคนอื่นตรงไหน? มุขนี้หลังๆใช้บ่อยมากไว้คอยเตือนสติคนอื่น คิดว่าถ้ามีลูกสาวแล้วลูกสาวชอบผู้ชายซักคนคงจะถามคำถามเดียวกัน

----- เคยมีคนถามคำถามทำนองนี้กะจี้ด้วยหล่ะ แต่ไม่ใช่พ่อหรอก ตัดออฟชั่นออกหมด แล้วจะเหลืออะไร ตอนนั้นจี้ตอบไปว่า "เหลือคนที่รักจี้ไง" 5555

แต่เปลือกนอกที่เห็น มันเห็นก่อนเห็นชัดสุด ก็ยากนะที่เค้าจะไม่ยกพวกนี้ขึ้นมาพูดถึงก่อนอ่ะนะ

black angie
 
10 มิ.ย. 2548 เวลา 10:07 น.

เหอๆ ก็เป็นกันทุกคนละค่า

เพราะขนาดตัวเอง...ก็ยังเป็นเล้ย

เวลาแนะนำใคร..ให้รู้จักกัน ก็ต้องแถม...สิ่งที่เป็นจุดดี จุดเด่นของคนๆๆนั้นพ่วงไปด้วย

ปล...มันก็ดีกว่า...การแถมท้ายด้วยคุณสมบัติ...แย่ๆๆนะคะ

เปลือก....ที่ห่อหุ้ม...ก็เป็นเกราะป้องกันภัยในสังคมที่ดีนะคะ

• MarroN CreaM •
 
10 มิ.ย. 2548 เวลา 10:17 น.

มันก็จริงครับ
จะเปลือก หัวโขนหรือหน้ากาก ก็คืออย่างเดียวกัน ไม่ใช่เหรอครับ
แล้วแต่จะเรียกให้เลิศหรูอย่างไรก็ได้

มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ
ข้อดีคือทำให้เรารู้สึกประทับใจยากแรกพบได้ไม่ยากเย็นนัก หรือในบางคนอาจจะทำให้เกลียดได้ตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรก
....

แต่ข้อเสียก็แย่พอกัน คือคนเราพอเจอเปลือกเข้าไปแล้วมักจะ exagerate แหละคาดหวังเลิศหรูมากจนเกินจริง พอเปลือกกระเทาะ รองพื้นลอก ริ้วรอยและความไม่ดีก็ปรากฎ ...

ทีนี้ปัญหาก็เกิด ก็ขึ้นกับความอดทนแล้วมั้งครับ ตอนนั้น ... จะยืดหรือจะหดก็

อิอิ



vitreous
 
10 มิ.ย. 2548 เวลา 16:45 น.

อ๊ะ ผิดแล้วๆ
ไม่ได้ไปดู Damien Rice แสดงสดนะ
รูปนั้นไปเอามาจากเวปอ่ะค่ะ

จริงๆ ก็อยากดูจะตาย
อิอิ

ปล. เดี๋ยวพรุ่งนี้เข้ามาใหม่
ขอไปนอนก่อน

lachouette
 
11 มิ.ย. 2548 เวลา 01:44 น.

for this entry, I don't think in depth, i mean my opinion towards this issue is less dimensional than you.may b because I'm graduated social science. I think it's like a theory of linguistics which is meaning postulates. like one word links to other. university-student-teacher-education-library and such. so it's just to elaborate the information of the person we are talking about. may be i'm not in that deep ground.

It's just elaborating the info of that person in order for the interlocutor to understand and imagine they person they are talking about clearer.

For the example you provided, i deem that like อยู่บำรุง, I think it's Thai culture and the media try to potray the stereotype of this thing.

androdiasic
 
11 มิ.ย. 2548 เวลา 18:29 น.

ขอบคุณมากสำหรับพรวันเกิด สิ่งดีดีใดในโลก ขอให้คืนกลับน้องไปป์ และ น้องปุ้ยเช่นกันคะ


เรื่องเปลือก พี่เริ่มชินชากับมันแล้วละ

Big Sis
 
11 มิ.ย. 2548 เวลา 19:07 น.

แอบเห็นด้วยกับคุณ XTreme ได้มั้ยคะ

:)

คนเรา เปลือกหนาแค่ไหน

สุดท้ายก็แค่ความว่างเปล่า



 Expression of Love *
 
11 มิ.ย. 2548 เวลา 20:06 น.

อ่านแล้วเหมือนทบทวนความรู้ที่เรียนมา - -

พักนี้มีคนพูดเรื่องนี้บ่อยจัง
ทำไมก็ไม่รู้

เรื่องมองใครแค่เปลือกนอก
มันอาจเป็นสัญชาตญานนะ
เพราะเวลาเราเห็นใครแว่บแรก
เราก็คิดไปอย่างที่เราเห็นซะแล้ว

เราสร้างทัศนคติต่อตัวเค้าขึ้นมาแล้ว
ค่อยมาเปลี่ยนแปลงหลังจากที่รู้จัก
มันจะแย่ตรงที่คนที่เราไม่รู้จัก
แต่เราเห็นแค่เปลือก แล้วก็ตัดสินไป


สังคมมันก็แบบนี้
มนุษย์มันก็ต้องทำแบบนี้
อย่างน้อยเราก็อยากจะอยู่ให้รอด
ในสังคม(.......) เช่นนี้
:)

[ lachouette ] 11 มิ.ย. 2548 เวลา 20:38 น.

concept de เปลือก

เคยเห็นพี่คนนั้นใส่เสื้อ แม่โขงเล่นบาส นั่งอยู่หน้าสยามสเต๊กม๊ะ


[ บังเอิญผ่านมา ] 12 มิ.ย. 2548 เวลา 15:11 น.

ชอบรูปภาพท้องฟ้า ข้างบนจังค่ะ
ดูเหมือนกำลังถูกดูดทะลุมิติไป ยังไงยังงั้น : )

ไปอ่านได Big sis มาแล้ว
เม้นท์กันฮากระจาย

ไม่วิชาการเท่าไดคุณ Bambino เลย555
..................................................
>>มันก็จริงครับ
จะเปลือก หัวโขนหรือหน้ากาก ก็คืออย่างเดียวกัน ไม่ใช่เหรอครับ
แล้วแต่จะเรียกให้เลิศหรูอย่างไรก็ได้
.....................................................
vitreous

เห็นด้วยกับคอมเม้นท์นี้ค่ะ
สังเกตุดู จะเห็นว่า
เราเริ่มมีสิ่งเหล่านี้
โดยซึมซับการแบ่งแยกทางสังคมและวัตถุ เมื่อมีสิ่งแวดล้อมที่โตมากขึ้น

อย่างที่เม้นท์ในไดของ Big sis
ว่าสมัยที่เรายังเด็ก
แทบไม่เคยเอา คุณ "คำสร้อย" เข้ามาร่วมวงแต่อย่างใด

แต่สมัยนี้คงยากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะทุกวันนี้
โลกมันหมุนไปไวเหลือเกิน
คงไม่อาจปิดกั้น ไม่ให้เด็กน้อยรับรู้ได้

ส่วนเราๆ ท่านๆนั้น
ก็ต้องคอย ประคับประคอง
ให้เค้าเรียนรู้คน
ไม่ใช่เพียงแค่ภายนอก


Holywater
 
12 มิ.ย. 2548 เวลา 17:36 น.

บอกว่าจะเซล์ฟขึ้น ... อย่าบอกนะว่าชอบแบบ bald looking

hohohohoho :D

aoministry
 
12 มิ.ย. 2548 เวลา 21:12 น.

เพราะสังคมทุกวันนี้เป็นแบบฉาบฉวยมากขึ้นรึเปล่าคะ คนเลยมองกันที่เปลือก

อย่างที่เจ้าชายน้อยว่าไงคะพี่โก้ สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจมองเห็นด้วยตาแต่ต้องใช้ใจในการสัมผัส ปรายว่าหากเราลองทำตัวเป็นคนตาบอดแท้ดูบ้างก็น่าจะดี เพราะถึงตาดีก็มองอะไรแบบบอดใบ้อยู่แล้ว สิ่งที่มองใช่ว่าไม่เห็น หากแต่เห็นแบบว่างเปล่า เพราะโดนย้อมความคิดให้เห็นตามมายาคติของสังคม ทำให้กรอบความคิดโดนกักขัง ความคิดบางมุมทำให้คนดีดีตาบอดได้บ้างบางที ก็เหมือนโดนขังอยู่ในกรงแก้ว-กรงแก้วความคิดตัวเอง

ปราย
 
13 มิ.ย. 2548 เวลา 13:00 น.

ปล.ชอบรูปนี้จัง ได้อารมณ์+ความหมายดี อิอิ

ปราย
 
13 มิ.ย. 2548 เวลา 13:00 น.

PhD life is so miserable T_T


Dont you think?

[ cryo ] 15 มิ.ย. 2548 เวลา 12:26 น.

เรื่องเม้น์มั่ว เขียนดักคนไปแบบนั้นแหล่ะค่ะ อิอิ
อยากล็อคเหมือนกัน แต่เพราะเคยล็อคแล้ว
แล้วมีคนเมลล์มาขอพาสเวิร์ด หลัง ๆ ขี้เกียจคอยตอบแหล่ะค่ะ ^^

 Expression of Love *
 
15 มิ.ย. 2548 เวลา 17:56 น.

Wow... quite a dissection of human nature.. all too true and likewise I'm guilty of ignoring the กะพี้ of people.

Anyone remember that comedy series Seinfeld? I'm watching the DVD of it now and I realized one of my favorite shows ever is about เปลือก!

Okay, you don't expect a sitcom to delve deep into the human condition but this show never went near anything close! After reading about introductions on Bambino's blog, I saw this episode:

http://napup.blogspot.com/2005/06/seinfeld-fix-up.html

They call Seinfeld 'The Show About Nothing' so I guess เปลือก is about nothing.

anarres
 
15 มิ.ย. 2548 เวลา 21:18 น.

เรื่องเปลือกๆอะไรนี่คลับคล้ายคลับคลาว่าหนูจะเคยคุยกับพี่ทีนึงแล้ว คงเป็นตอนแรกที่คุยกันเลยมั้งคะ

คนนะคะ ไม่ใช่ปูเสฉวน จะมีเปลือกได้งัย -"-

ซะงั้น มุขงี่เง่า -"-

หนูคิดว่าคนเรามักตัดสินกันที่เปลือกนอก แต่หนูคิดว่าสิ่งที่จะทำให้คนคนนั้นประทับใจหรือจดจำเอาไว้ก็คงจะเป็นอารกระทำที่มาจากจิตใจมากกว่า

Teresa
 
16 มิ.ย. 2548 เวลา 03:10 น.

อ่านหลายรอบ....คิดหลายที ... เข้ามาก็หลายครั้ง.....ว่าจะเม้นท์เรื่องนี้ก็หลายที...คิดไปคิดมา....ไม่ดีกว่า...lol

๏ ๏ ๏
 
17 มิ.ย. 2548 เวลา 01:13 น.

ชื่อ :  
อีเมลล์ :  
เว็บไซต์ :  
ข้อความ :  
 
 

 

  มิถุนายน  
อ. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30
[ archive / ไดอารีทั้งหมด ]

- รู้จักกันก่อน
- Rhianna
- My Favorite Entries

- My pets
- Me