|
Bling
Bling
Part I:
Wheel

ให้เลือกครับ ว่าถ้าเกิดจะเปลี่ยนล้อแมกซ์
กับรถของคุณ คุณจะเลือกอันไหน
เดี๋ยวเฉลยครับ
.
.
.
.
.
.
.
.
ตอนนั้นรู้สึกว่าเอารถไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
นั่งรออยู่ก็หยิบนิตยาสารแต่งรถมาอ่านแก้เซ็ง
ไปเจอคอลัมน์นึงพูดถึงการแต่งรถaudi
คนที่เขียนคอลัมน์เป็นนักแต่งรถที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง
แกก็มาพูดให้ฟังว่าแกเลือกแต่งล้อรถยังไง
คงเคยเห็นนะครับพวกรถแต่งที่วิ่งไปตามถนน
น้อยคันที่แต่งออกมาแล้วจะดูดี
แกบอกไว้ว่าอย่างการเลือกล้อแมกซ์เนี่ย
ไม่ควรจะเลือกล้อแมกซ์ที่สีเงามากไป เหตุผลของแกคือ
อุปกรณ์เสริมควรจะทำหน้าที่ของมันคือ
เสริมให้อุปกรณ์หลักซึ่งก็คือตัวรถ นั้นดูเด่นมากขึ้น ถ้าเลือกสีเงามากไป
ตัวล้อแมกซ์จะดึงความสนใจจากตัวรถไปที่ล้อแทน
เรื่องแต่งล้อแมกซ์นี้ทำให้นึกถึงเรื่องที่เคยเขียนไว้นานมาแล้ว
How to snare a
millionaire เป็นหนังสือที่เคยอ่านแล้วเอามาเขียน (มีแต่ภาคแรก
55555) คนเขียนบอกไว้ว่า
ไม่ควรจะแต่งหน้าด้วยสีประหลาดๆที่ไม่ใช่สีธรรมชาติ
ยกตัวอย่างเช่น ไม่ควรใช้ eyeshadowสีฟ้า
เพราะมันจะดึงความสนใจออกไปจากสีธรรมชาติของดวงตา
สองเรื่องนี้ทำให้นึกถึงสังคมปัจจุบันที่คนเราตัดสินคนกันด้วยสิ่งที่ภายนอกกันเยอะ
ส่วนใหญ่เวลามีคนมาพูดถึงหนุ่มๆ ส่วนใหญ่จะเป็น หน้าตา ตามมาด้วย
option มีอะไรบ้าง ใช้มือถือยี่ห้ออะไร นาฬิกายี่ห้ออะไร
ขับรถอะไร
น้อยคนที่จะบอกว่าชอบผู้ชายซักคนเพราะ มีอะไรดี
ข้างใน .. พูดง่ายๆก็คือถ้าหัก หน้าตา และของนอกกายออกแล้ว
ชอบคนๆนั้นตรงไหน
ถ้าให้เดาก็คือคงมีวัยรุ่น+เด็กมหาลัยสมัยปัจจุบันหลายคนที่หาคำตอบไม่ได้
คือไม่ได้ว่าๆมีของประกอบพวกนี้ไม่ดี
แต่ถ้ามันมากไป
ผมคิดว่ามันจะดึงความสนใจของคนอื่นไปที่ของเหล่านั้นแทนมากกว่าจะมาลงที่ตัวตนเราจริงๆ
..
เพราะฉะนั้นผมถึงมองว่าคนที่วางตัวเป็น
จะแต่งตัวและเลือกของที่ดูไม่หวือหวา แต่
.เนี๊ยบ
ตัวอย่างที่อาจจะดูแล้วขัดแย้งกับสิ่งที่ผมพูดมาก็มี
หมอพรทิพย์ กับ เจ้ากอแก้ว
คือหมอพรทิพย์เนี่ยคงไม่ดังมาถึงขนาดนี้ถ้าไม่ได้ย้อมผม ดัดผม
และใส่กางเกงยีนส์
และเจ้ากอแก้วก็คงไม่ดังเท่าปกติถ้าไม่ได้ย้อมผมสีม่วง
และแต่งตัวอย่างที่แกแต่งตามปกติ
(เอาคนตายมานินทาจะโดนผีหลอกไหมเนี่ย
)
สำหรับจุดนี้เดี๋ยวจะขยายความตอนหลังๆ
Part II: Old Money vs. New
Money

เมื่อวานได้ดูหนังเรื่องนี้
เป็นหนังสารคดีที่ถ่ายทำโดย ทายาทของตระกูล Johnson &
Johnson ชื่อ Jamie Johnson
เป็นการสัมภาษณ์เด็กวัยรุ่นของตระกูลดังๆที่รวยแบบมหาศาล
ซึ่งก็เป็นเพื่อนๆของแกเอง
เพราะว่าถ้าเป็นคนนอกวัยรุ่นพวกนี้คงไม่ยอมให้สัมภาษณ์เรื่องเกี่ยวกับเงินๆทองๆแน่นอน
สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้ก็คือ

Ivanka
Trump
1. Ivanka ลูกของ Donald Trump น่ารักดีครับ
55555
2. คนจน คนชั้นกลาง และ คนรวย
คิดไม่เหมือนกันครับ
การได้ศึกษาและเห็นperspectiveของคนต่างชนชั้นกันเนี่ยก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจดี
นอกจากนั้นแล้วคนรวยยังแบ่งได้เป็นสองประเภท..
คือพวกรวยตั้งแต่เกิด กับ พวกที่รวยที่หลัง
สองพวกนี้จะคิดไม่เหมือนกันครับ
พวกที่รวยตั้งแต่เกิดจะวางตัวได้ดีกว่าครับ
ไม่blingblingเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็เห็นแต่งตัวธรรมดากัน
ไม่ได้หวือหวาตรงไหน
ข้อแตกต่างนั้นคงจะมาจากที่ว่า
คนที่รวยตั้งแต่เกิดนั้นมีจนชินแล้วไงครับ
เลยเฉยๆกับพวกของนอกกาย
ผิดจากพวกที่รวยที่หลังที่ไม่เคยมีมาก่อนพอมีก็เลยอยากมีโน่นมีนี่
เมืองไทย..มีให้เห็นเยอะครับ lol..
3. นึกถึงเรื่องคนโง่แต่ขี้เกียจ กับ
คนโง่แต่ขยันที่เขียนไปเมื่อวันก่อน
ดูจากบทสัมภาษณ์ของพ่อ
Jamie แล้วบอกได้เลยว่า โง่มากกกกกก ตอบอะไรไม่เป็นสัปปะรด
ไม่เหมือนคนที่มีความคิดเลย Jamie ถามพ่อว่าควรจะทำอาชีพอะไร
พี่แกบอกแนะนำให้ไปสะสมพวกของเก่าเช่นแผนที่เก่าๆที่วาดด้วยมือเป็นต้น
Jamieถามย้ำว่าทำนั่นเป็นอาชีพเนี่ยนะ แกก็ตอบว่าใช่..
จริงๆยังมีอีกหลายตอน แต่จุดประสงค์ที่พูดถึงก็คือ
ตาลุงนี่ก็ไม่ได้ทำงานครับใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆวาดรูปของแกไปตามเรื่อง
คือโง่ขี้เกียจนั่นเอง
ถ้าเกิดแกเป็นคนโง่แล้วขยันเนี่ย
อาจจะเอาเงินไปลงทุนอะไรมั่วๆทำให้ไม่มีเงินเหลือมาถึง Jamie
ก็ได้ คงนับว่าเป็นความโชคดีของ Jamie ที่ได้พ่อโง่และขี้เกียจ
คือตระกูลJohnsonเนี่ยรวยตั้งแต่สมัยปู่ครับ เพราะฉะนั้น
ตาลุงเนี่ยก็รวยตั้งแต่เกิดเหมือนกัน ข้อสรุปก็คือ
คนที่เกิดมารวยจนไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรเนี่ย
ถ้าโง่และไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
ใช้เงินไปเรื่อยๆก็ยังดีกว่าเอาเงินไปต่อยอด
หรือไม่ก็จ้างคนที่ฉลาดๆมาดูแลด้านการเงินแทน
4. ไม่ว่าจนหรือรวยก็ทุกข์เป็นเหมือนกัน
แต่เป็นทุกข์คนละแบบไงครับ พวกนี้อาจจะทุกข์ในแง่ที่ว่า
คนนับหน้าถือตาเพราะว่าพ่อแม่เก่ง
ใช้ชีวิตอยู่ในเงาของคนอื่นนี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าโสภาเท่าไหร่
หรือไม่ก็ทุกข์เพราะไม่รู้ว่า passion ของตัวเองอยู่ตรงไหน
เพราะสิ่งที่คนอื่นทำงานแทบตายเพื่อที่จะให้ได้มา
สำหรับคนรวยเนี่ยของพวกนี้เค้ามีอยู่แล้วไงครับ
มาติดใจอยู่ประโยคนึงที่มีคนที่ให้สัมภาษณ์ในหนังพูดว่า working
hard makes me feel good คือการได้ทำงานหนัก
ซึ่งสำหรับคนชั้นกลางหรือชั้นล่างอาจจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ
แต่สำหรับคนรวยแล้วเป็นสิ่งที่ดี
ใครว่าอยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไรแล้วเป็นสิ่งที่ดี
J
5. ตอนจบของหนังเรื่องนี้ พูดถึงการถ่ายทำ
ซึ่งพอมีข่าว รั่ว ไปว่า Jamie กำลังถ่ายหนังเรื่องนี้อยู่
ก็กลายเป็นข่าวดังไปเลย หนำซ้ำเพื่อนของ Jamie
ที่ให้สัมภาษณ์คนนึง ฟ้อง Jamie
ว่าทำให้เค้าเสียชื่อเสียงจากการให้สัมภาษณ์ในหนังเรื่องนี้
ซึ่งตอนหลังศาลโยนcaseนี้ทิ้งเพราะไม่มีหลักฐานที่จะฟ้องมากพอ
แต่ก็ยิ่งทำให้สารคดีเรื่องนี้ดังขึ้นไปอีก
Part III: The fall of advertising
and the rise of PR
..ก็เลยสงสัยว่าที่ข่าว รั่ว
กับการโดนฟ้องเนี่ย เป็นการตั้งใจทำรึเปล่า
เพราะดูจากcaseแล้วไม่มีทางที่ Jamieจะแพ้ได้
โฆษณา
กับ Public relationนี่ไม่เหมือนกันครับ PR สามารถทำให้คนดังได้
ในจุดที่การโฆษณาทำไม่ได้ ยกตัวอย่าง
.
- ที่ทุบรถฮอนด้า
- ครีมนมเด้ง ที่เสียค่าปรับแค่ 400
ได้ดังไปเลย (แต่รู้สึกว่าออกข่าวว่าโดน อย
เก็บไปแล้วไม่รู้จริงรึเปล่า)
- รังสิมา กับ โภคิน .. รังสิมาดังไปเลย
ขณะที่โภคินนี่อ่วม เคยพูดถึงโภคินตอนเขียนถึง Machiavelli
ไปแล้ว ดูจากคำให้สัมภาษณ์แล้วดูแกไม่ค่อยจะได้เรื่อง
แล้วก็มีเรื่องทีหลังจริงๆ และก็คิดว่า
โภคินก็คงต้องทำอะไรโง่ๆภายในอนาคตแน่ๆ
- Redbull
ที่เริ่มดังขึ้นมาก็เพราะ ตอนนั้นโดน
ban ในเยอรมันเนื่องจากมีอะไรซักอย่างเกินที่ทางรัฐกำหนดไว้
(ปริมาณ คาเฟอีน?)
ก็เลยกลายเป็นดังไปเลยเพราะทำให้พวกวัยรุ่นอยากลอง
- เหตุผลที่หมอพรทิพย์กับเจ้ากอแก้วดังก็เพราะอันนี้แหละครับ
คือมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง นักข่าวชอบครับ เพราะมันมีสีสรรดี
แต่คนดูอาจจะอี๋ก็ได้ .. แล้วก็เอาไปพูดกัน
ซึ่งนั่นอาจจะเป็นจุดประสงค์ของข่าวสังคมเมืองไทย
(หรือที่อื่น)
ตอนนี้กำลังสนใจเรื่องPRอยู่
ว่าจะไปหาหนังสือมาอ่าน
.
Part IV: Validation
แล้วที่พูดมาทั้งสามตอนเนี่ยมันเกี่ยวอะไรกัน
ก็คงต้องกลับมาถึงเรื่องปมด้อยที่เคยพูดไว้..
คือคนเราต้องการเป็นที่ยอมรับ
ในด้านที่ตัวเองขาด
-คนที่ไม่เคยรวยแล้วรวยขึ้นมาเป็นพวกรวยใหม่ๆก็เลย
blingbling ซะส่วนใหญ่
-คนที่ไม่มีตังแต่อยากให้เป็นที่ยอมรับคนของอื่นก็พยายาม
blingbling เหมือนกัน
-คนที่รวยตั้งแต่ไหนแต่ไรตั้งแต่เกิด
เฉยๆกะพวกblingbling และไม่ต้องการ attention ก็เลยทำทำตัวธรรมดา
แต่ก็ไปหาvalidationด้านอื่นแทน
เช่นอยากให้คนอื่นยอมรับความสามารถของตัวเอง
ว่ามีความสามารถที่จะทำอะไร
ไม่ใช่เฉพาะมีเงินอย่างเดียว
-พวกไม่หล่อยิ่งพยายามหาแฟนสวยน่ารัก lol..
ในทางกลับกันคนที่หน้าตาดีก็อาจจะไม่แคร์มองตรงจุดนี้เท่าไหร่
ทุกคนต้องการให้เป็นที่ยอมรับในบางด้าน
อาจจะการงาน ฐานะ ความสามารถ และอะไรอีกหลายๆอย่าง แต่
ถ้าเข้าใจข้อแตกต่างระหว่างความต้องการของคนก็อาจจะทำให้ละ
ความต้องการให้เป็นที่ยอบรับบางอย่างที่มันไม่มีประโยชน์ได้มั้งครับ...เพราะบางอย่าง
พยายามเข้าไปก็เหมือนกับปอกเปลือกหอมไปทีละวง
พอถึงสุดท้ายแล้ว..
มันก็ไม่มีอะไรนอกจากความว่างเปล่า

----------------
ps.
สำหรับคนที่สนใจเรื่องเมื่อวาน ตอนนี้ผมทำ mailing list
ขึ้นมาแล้ว เดี๋ยวจะส่งรายละเอียดไปใน inbox นะครับ
Michael Buble:
Home
ตัวกวน 24 มี.ค. 2548 เวลา 16:18 น.
My boyfriend used to ask his mother, 'How
can I find the right woman for me?' and she would answer,
'Don't worry about finding the right woman- concentrate on
becoming the right man.' [Author unknown] |