|
Stuff
หลายๆสิ่งหลายๆอย่างไม่มีสอนในโรงเรียนหรือมหาลัยแต่ว่าในชีวิตจริงจำเป็นต้องใช้อยู่ตลอดเวลามีอยู่เยอะแยะมากมาย
ยกตัวอย่างๆเรื่องการเลือกซื้อของ จัดการสิ่งของในบ้าน โดยปกติเรื่องพวกนี้มักจะเป็นพ่อแม่สอนมาแต่ผมว่าบางทีมันก็ไม่พอหรอก...
------------------------------
ปกติเวลาจะเลือกดูหนังสือจะอ่าน reviewจาก
amazon ว่าคนอื่นอ่านแล้วชอบไม๊ยังไง
บางคนก็จะเอาเนื้อหาคร่าวๆจากหนังสือมาพูดให้ฟัง
ไปอ่านเจออันนึงมาแล้วแทงใจดำดังจึ๊ก....
::The 10 Laws of Stuff::
1. Stuff breeds. The more you have the
more you need.
ยกตัวอย่างเช่นรถ พอมีรถเดี๋ยวก็ต้องหาผ้าคลุมรถ
แชมพูล้างรถ และอุปกรณ์สำหรับดูแลรถ ถ้าในบ้านก็เช่น
พอมีทีวีจอโตๆก็ต้องหาเครื่องเสียงsurroundมาให้เสียงกระหึ่มรับกับจอภาพใหญ่ๆ...
2. The
useless stuff crowds out the good stuff.
ผมก็ยังเชื่ออยู่ในประโยคที่ว่า less is more
อยู่ดี สังเกตุว่าพอมีอะไรเยอะๆแล้ว
ของดีๆมันมักจะถูกหายกลืนไปกับของที่ธรรมดา
ยกตัวอย่างเช่นคนที่มีเพลงmp3เยอะมากๆเนี่ย ฟังไม่ค่อยหมดหรอก
หรือซื้อแผ่นmp3มาทีก็ไม่รู้หรอกว่าเพลงไหนเพราะบ้าง
จะให้นั่งฟังทีละเพลงบางทีก็ขี้เกียจ (ผมเนี่ยใช่เลย
ตอนหลังเลยไม่ซื้อแล้ว
เจอเพลงเพราะแล้วค่อยไปไถmp3จากเพื่อนดีกว่า)
3. Dust,
bugs, rodents and moisture all love stuff. The more the
better.
อันนี้คงไม่ต้องอธิบาย
4. Stuff
tends to stay where it lands.
อันนี้แทงใจดำเหมือนกัน 5555...
ถ้าไม่จัดของส่วนใหญ่วางตรงไหนมันก็อยู่ตรงนั้นแหละ
(คู่มือใช้เครื่องเล่นdvdกับแผ่นcd color me badd
นอนเกาะฝุ่นอยู่ตรงโต๊ะกาแฟมาเกือบชาติแล้ว -_-')
5. Stuff
expands to fit the space available. The more space the more
stuff you think you need.
เมื่อก่อนตอนอยู่หอห้องเล็กนิดเดียวของเต็ม
ตอนนี้ย้ายมาอยู่apartmentพอมีที่ว่างมากขึ้นก็เริ่มมีของมาวางมากขึ้น
(กลัวห้องโล่งlol..)
6. Over
time stuff becomes invisible After living with stuff we don't
see it.
กรณีนี้คือวางแล้วลืมว่าอยู่ตรงไหน
วิ่งวุ่นหาเกือบครึ่งค่อนวันทั้งๆที่บางทีมันตั้งอยู่ตรงหน้านี่เอง
7. Stuff
costs you money more than once.
เสียค่าซ่อมบำรุง
หรืออย่างในกรณีใกล้ตัวก็...ที่บ้านกำลังจะทำห้องเพิ่มอีกห้อง
(เพื่อจะได้มีที่เก็บของมากขึ้น??)
ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือว่าเป็นเฉพาะคนใกล้ตัวที่ผมเห็นรึเปล่า
คนไทยเนี่ยชอบเก็บของครับ บางทีก็ไม่ได้ใช้หรอกนะ
แต่ไม่อยากทิ้งมันเสียดาย ว่างั้น ไม่รู้จะเสียดายอะไร
เพราะเก็บไว้ก็ต้องเปลืองที่ เปลืองเวลาดูแล
วันดีคืนดีน้ำท่วมหรือโดนปลวกกินก็ต้องมานั่งหัวเสียอีก
อย่างพวกฝรั่งเนี่ยเค้าไม่ค่อยเก็บของกันเท่าไหร่
เพราะพวกนี้เค้าย้ายที่อยู่กันบ่อย
แต่คนไทยส่วนใหญ่อยู่บ้านกันเป็นหลายสิบปีของก็เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ..
-_-'
8. Stuff
has a powerful effect on your state of mind. Useless stuff is
a burden. It weighs us down.
ห้องรกแล้วดูไม่เจริญตาอันนี้ผมเป็นครับ
(อย่างงี้เจ๊ที่ร้านจีฉ่อยคงเป็นโรคความดันสูงแน่ๆ
haha)
9. Stuff
takes value only when it is used.
ของจะมีค่าต่อเมื่อเราใช้มัน
ถ้าไม่ได้ใช้มันก็ไม่ต่างจากก้อนอะไรซักก้อนนึงอยู่ในบ้าน...
พูดแล้วนึกถึงเครื่องทำแซนวิชที่ซื้อมาปีก่อน
เอามาใช้ได้สองครั้งเองมั้ง แหะๆ....
10. Stuff
doesn't make you happy, you do!
ของที่เราได้มาไม่ได้ทำให้เรามีความสุขโดยตรงหรอก
เราจะมีความสุขรึเปล่ามันอยู่ที่ตัวเราเอง...
------------------------------
ไม่รู้โดนใครมั่งไปรึเปล่า แต่ผมเนี่ยโดนไปเต็มๆ
หลายข้อเหมือนกัน
มาลองนั่งคิดดูว่าของที่ซื้อมาแล้วไม่จำเป็นหรือใช้ไม่คุ้มเนี่ยมีเยอะเหมือนกันครับ
ถ้าคิดตีเป็นตัวเงินก็หลายตังมากๆเลย
ยกตัวอย่างเสื้อบางตัวที่เห็นว่าสวยตอนกลับไปเมืองไทยซื้อมา
แต่กลับมาที่นี่ไม่เคยเอาไปใส่เลยเพราะว่าไม่มีโอกาสที่เหมาะๆจะเอาตัวนั้นไปใส่
ปกติจะแบ่งเสื้อผ้าได้เป็นกลุ่มๆ...
-นานๆใส่ทีแต่ควรจะมีไว้
เช่นเสื้อเชิ้ตแบบเป็นการเป็นงาน เสื้อสูท
เสื้อกันหนาว
-ใส่ได้เรื่อยๆ คือไม่ตกแฟชั่นนั่นเอง
เนื้อผ้าทน พวกนี้จะใส่บ่อย
-เสื้อผ้าพวกตามแฟชั่น
เอามาใส่ได้ไม่เกินปีสองปีก็ไม่เข้าแล้ว (มีกางเกงสีเหลืองของ
aberตัวนึงสีแสบมาก แต่ให้เอามาใส่ตอนนี้อาจจะไม่กล้าใส่แล้ว
haha..) หรือไม่ก็พวกคุณภาพไม่ดี ซื้อมาซักแล้วหด
(เพราะที่เมกานี่อบอย่างเดียวครับไม่ตาก
เสื้อยืดบางตัวเอามาใส่ได้ครั้งเดียวพออบแล้วหดแบบไม่ไหว...)
เสียดายครับตอนหลังๆเวลาจะซื้อบางทีเลยต้องคิดก่อนว่าสวยน่ะรู้ว่าสวยแต่จะเอาไปใส่ตอนไหนและจะเอาไปใส่นานแค่ไหน
วิธีที่จะแก้บ้านรกที่บอกไว้ในหนังสือเล่มนั้นคือคิดก่อนซื้อนั่นเอง
พูดง่ายแต่ทำยากใช่ไหมครับ ถ้าสังเกตุพวกโฆษณาต่างๆเนี่ย
สิ่งที่เค้าโฆษณาเนี่ยมันกระตุ้นความต้องการรองของคนค่อนข้างเยอะ
ความต้องการหลักคือประโยชน์การใช้สอย
ความต้องการรองอาจจะเป็นสถานะ การยอมรับจากสังคม
ยกตัวอย่างเช่นรถยนต์ในกรุงเทพขับยี่ห้อไหนก็รถติดเหมือนกัน
แต่ถ้าเป็นรถยุโรปก็จะโฆษณาประมาณว่าหรูหรามีระดับ.... (ถ้ามองในแง่กลับกันเวลาจะขายหรือโน้มน้าวใครวิธีที่ทำง่ายๆคือพยายามตีความต้องการรองของคนๆนั้นขึ้นมาเยอะๆนั่นเอง.... )
พออ่านแล้วเลยได้ไอเดียง่ายๆว่า
ก่อนที่จะเอาของเข้าบ้านเลยเนี่ยควรจะคิดไว้ก่อนเลยว่าจะเอาเข้าบ้านแล้วจะใช้บ่อยรึเปล่า
และจะเอาไปวางไว้ที่ไหน
เพราะไม่งั้นที่ๆเราวางๆยัดๆไปโดยไม่ได้คิดก็จะเป็นที่สิงสถิตย์ของๆสิ่งนั้นนั่นเอง
นอกเหนือจากนั้นสิ่งที่อ่านมาแล้วคิดว่าเป็นประโยชน์เผื่อเอาไว้ใช้ในบ้านตัวเองเวลามีครอบครัวก็คือ
ถ้าของวางระเกะระกะก็จะเอาไปวางไว้ในกล่องใดกล่องหนึ่งในห้ากล่อง....
ขยะ, จัดเก็บ, บริจาค, ยังไม่ตัดสินใจ, ซ่อม..
กล่องจัดเก็บก็คือ
แต่ล่ะคนควรจะเอาของที่วางเรี่ยราดไว้ไปเก็บในห้องตัวเอง
ของที่ทิ้งไว้ในกล่องนั้นนานๆก็จะถูกโอนไปที่กล่องขยะ หรือ
กล่องบริจาค ...
ส่วนกล่องที่ยังไม่ตัดสินใจก็คือของที่ยังไม่รู้ว่าควรจะทำไงกะมันดี
จะทิ้งดีหรือจะบริจาคหรือจะเก็บ กล่องๆนี้ควรจะมีจำกัดเวลาว่า
ของชิ้นนี้ห้ามอยู่เกินสิบวันเป็นต้น
ส่วนกล่องซ่อมนี่คงค่อนข้างโล่งเพราะของสมัยนี้พอพังส่วนใหญ่ก็ซื้อเปลี่ยนกัน
อาจจะเห็นว่าเป็นวิธีพื้นๆแต่ผมอ่านแล้วชอบครับ
เพราะว่าแทนที่จะไปบ่นๆลูกให้รีบมาเก็บ
(ซึ่งบางทีก็อาจะมีทะเลาะกันได้)
หรือช่วยเอาของไปวางไว้เอง
(ก็อาจจะมีทะเลาะกันอีกเพราะหาของไม่เจอ)
การมีกล่องพวกนี้ไว้ถ้าเราวางของไว้แล้วหาไม่เจอก็จะได้ไปดูในกล่องนั้นได้...
นอกจากนี้การมีกล่องยังเป็นการให้เวลาคนตัดสินใจ
และถ้าไม่มาเก็บเองของโดนเอาไปทิ้งจะบ่นโวยวายก็คงยาก
เพราะว่าตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว...
ตอนที่ออกไปซื้อหนังสือเล่มนี้ที่ร้านหนังสือก็เลยถือโอกาสเดินดูหนังสือเล่มอื่นๆด้วย
แล้วก็ต้องหัวเราะออกมาเมื่อเจอหนังสือแถบนึงเป็นหนังสือเกี่ยวกับการจัดบ้านยังไงไม่ให้รกและมีสไตล์ (หนังสือ simple living
ไม่ได้เกี่ยวกับการจัดบ้านไม่ให้รกนะครับ
แต่พูดถึงการใช้ชีวิตอย่างไรให้ง่ายๆมากกว่า
แต่ผมเอาส่วนเรื่องสิ่งของมาเขียนเพราะว่าอ่านแล้วชอบ)
ลองเปิดๆดูก็ได้ไอเดียอะไรดีๆเหมือนกัน
ซึ่งของพวกนี้พ่อแม่คงสอนไม่ได้แน่ นอกจากพ่อหรือแม่เป็น
interior design haha...
-------------------------------------
311: I'll be here
awhile
ตัวกวน 3 มี.ค. 2548 เวลา 13:09 น.
My boyfriend used to ask his mother, 'How
can I find the right woman for me?' and she would answer,
'Don't worry about finding the right woman- concentrate on
becoming the right man.' [Author unknown] |