|
Push
& Pull
*** ยังเขียนไม่เสร็จsection "วรรณกรรม"
นะครับ
ส่วนที่ไม่เสร็จอาจจะมาอัพหน้าเดิมนี่แหละแต่อาจจะเป็นพรุ่งนี้
::ใครๆก็รู้::
1. Familiarity breeds contempt
2. คนเรามักจะรู้คุณค่าของสิ่งใดก็ต่อเมื่อเสียมันไป
3. ไม่เคยได้แล้วได้ กับ ได้มาแล้วเสียไป
ความรุนแรงมันต่างกัน
ข้อแรก:
เขียนไปครั้งที่แล้ว
ข้อสอง: จริงๆข้อนี้เป็นผลมาจากข้อแรก
อะไรที่พอเริ่มชินคนเราก็จะไม่ค่อยใส่ใจกะมันเท่าไหร่
แต่ถ้าสิ่งนั้นหายไปเมื่อไหร่ละก้อ
คุณค่าของสิ่งนั้นจะเด่นขึ้นมาทันที
ยกตัวอย่างเช่น
·
ตัวอย่างไม่น่าพิศมัย : เคยปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ
แต่ปรากฏว่าหาห้องน้ำไม่เจอหรือต้องรอคิวนานไหมครับ
แล้วพอเจอทีหรือได้เข้า โอ้ย
สบายอย่างบอกไม่ถูก
·
พิศมัยขึ้นมาอีกนิด: เดินทางไกลกลางแสงแดดจ้า หิวน้ำมากๆ
ความรู้สึกตอนได้ทานน้ำเย็นๆน่ะสดชื่นกว่าตอนปกติเวลาดื่มน้ำตอนที่นั่งๆนอนๆกระดิกเท้าอยู่ในห้องแอร์เป็นไหนๆ
· พิศมัย?:
ถ้าคนที่เคยมีแฟน
ให้ลองสังเกตุตอนที่ทะเลาะกันหนักๆจนเกือบจะเลิก
แต่ตอนหลังมาปรับความเข้าใจดีกันได้ใหม่
ความรู้สึกตอนนั้นจะดีมากๆ
ข้อสาม: เหตุผลอธิบายได้ง่ายๆก็คือว่า กรณีแรกยังไม่เกิด
อัตตา ว่าเป็นของเรา แต่ในกรณีหลังการที่ได้อะไรมาแล้ว
คนเรามักจะเริ่มรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ
(ยกเว้นพระชั้นโสดาบันขึ้นไปซึ่งก็คงมีอยู่ไม่กี่คน
) ถ้าของสิ่งนั้นถูกดึงออกไปจากตัวเรา
ปฏกริยาการต่อต้านจะรุนแรงมาก
เพราะมีกิเลสที่ยึดติดเป็นเชื้อเพลงให้นั่นเอง..
ตัวอย่างง่ายๆก็ดูเหตุการณ์ 6 ตุลา หรือ พฤษภาทมิฬ
ที่เกิดปฏิกริยาต่อต้านของคนอย่างแรงเมื่อรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพที่เคยมีเคยได้นั้นเสียไป
ถ้าสังเกตุดีๆจะสามารถแยกองค์ประกอบของตัวอย่างในข้อสองอย่างคร่าวๆได้ว่า
· เคยมี
(หรือไม่ก็ ยังไม่มีความต้องการ)
· ถูกดึงออกไป
(จากมีเป็นไม่มีทำให้เกิดความต้องการขึ้นแต่ไม่สามารถสนองความต้องการได้)
· ได้กลับมา
(สนองความต้องการ)
· รู้สึกมีความสุข
มากกว่าตอนปกติ?
ต้องรู้สึกถึงความเจ็บปวด การขาดอะไรซักอย่าง
ถึงจะทำให้เข้าถึงความสุขที่มากกว่าปกติ?
โรคจิตชะมัดคนเราเนี่ย
ถ้าอธิบายในทางพุทธศาสนาคำว่าอัตตาก็คงเป็นคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผล
แต่ถ้าเราเชื่อในพระเจ้า
ผมว่าพระเจ้าคงโรคจิตพอดูที่สร้างมนุษย์ขึ้นมาเป็นแบบนี้
หลายสิ่งหลายอย่างในโลก (หรือนอกโลก)
มันไม่ได้มีจุดวัดตายตัว แต่ต้องวัดเปรียบเทียบกับบรรทัดฐานอื่น
ซึ่งแต่ละคนก็คงไม่เหมือนกัน
คนที่ไม่เคยมีแฟนมาสิบปีเวลามีแฟนทีคงดีใจมากกว่าคนที่มีแฟนมาหลังจากเลิกกับแฟนคนเก่าไปได้ไม่นาน
พลทหารสองคน คนหนึ่งสมัครเป็นด้วยความสมัครใจ
กับอีกคนจำใจต้องเป็นเพราะจับได้ใบแดง
เป็นพลทหารเหมือนกันแต่ความพอใจความภูมิใจไม่เท่ากัน
.
::Push & Pull model::

อันนี้ไม่ได้คิดเอง แต่มีคนสอนมา
.
คงเคยเห็นสปริงใช่ไหมครับ
สปริงในขนาดปกติอยู่ในความสมดุลก็ไม่เกิดอะไรขึ้น
แต่ถ้าเมื่อไหร่เราดึงสปริงออกมาแล้วปล่อยมือสปริงก็จะเด้งกลับ
ยิ่งดึงสปริงออกมามากเท่าไหร่
เวลาปล่อยมือสปริงก็จะยิ่งดีดกลับแรงเท่านั้น
(แต่ถ้าดึงสปริงออกมาถึงจุดๆหนึ่งสปริงอาจจะขาดได้
หรือไม่สปริงก็อาจจะยาน..
เพราะฉะนั้นเวลาดึงก็ต้องรู้ข้อจำกัดของสปริงนั้นๆด้วย ) คิดออกไหมครับว่าเรื่องสปริงนี่เกี่ยวอะไรกับองค์ประกอบที่แยกไว้ที่พูดไปตอนแรก?
แล้วเกี่ยวกับเรื่องของการทำตัวลึกลับยังไง? 
ง่ายๆก็คือการสร้าง tension แล้วก็ release
ถ้ายิ่ง ดึง นาน หรือ ดึง แรงเท่าไหร่
ปฏิกริยาตอนปล่อยก็รุนแรงเท่านั้น
สูตรสำเร็จของ
· มุขตลก:
แบ่งเป็นสองส่วน
ส่วนแรกที่ทำให้คนฟังเกิดความอยากรู้ความสนใจหรือการคาดคะเน
ส่วนที่สองคือ ส่วนเฉลยหรือpunch
lineที่ออกมาเหนือความคาดหมายของผู้ฟัง
· ละคร, หนัง:
สร้างความตึงเครียดขึ้นระหว่างตัวละคร เช่น
พระเอกนางเอกเกลียดขี้หน้ากัน แล้วมารักกันตอนหลัง,
เกิดอุปสรรคขึ้นแต่ตัวละครก็ฟันฝ่าไปได้
สำหรับละครน้ำเน่าชอบเอารอยต่อปลายสุดของ tension
ที่ทิ้งปริศนาไว้ด้วยไปไว้ตอนจบของตอน แล้วไป releaseตอนหน้า
(ติดกันงอมแงมอีกตามเคย)
· ยาเสพติด:
ฟรีก่อนตอนแรก พอติดแล้ว
คราวนี้ก็ต้องจ่ายตังซื้อ
· โกรธ:
เวลาโกรธกันแล้วอีกฝ่ายนึงนิ่งๆเนี่ยก็ใช่ ลองนึกดูนะครับว่า
สิ่งไหนที่เคยมีแล้วโดนดึงออกไปในกรณีนี้?
· มารยา:
ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย sending mix signal นี่ก็เข้าข่าย,
โทรหาทุกวัน แล้วหายเงียบไปสองสามวัน ทำให้อีกฝ่ายคิดถึง
นี่ก็ใช่ lol
มีเพื่อนผู้หญิงมาถามหลายคนให้สอนวิธีจีบผู้ชายให้หน่อย
ผมตอบไปว่าถ้ารู้วิธีเนี่ยไม่ต้องไปจีบ เดี๋ยวอีกฝ่ายเข้ามาเอง
ซึ่ง push & pull นี่ก็เป็นวิธีหนึ่งนอกเหนือจาก Mystery
และที่จะเขียนที่หลังอีกสองคือ Ambiguity &
Unpredictability, Qualifying and Challenging
ถ้ารู้แค่สี่อย่างนี้ก็พอแล้ว ซึ่งจะว่าไปไม่ใช่ผู้หญิงจะใช้ได้ซะฝ่ายเดียว
ผู้ชายก็เอาไปใช้ได้เหมือนกัน 
::ประวัติศาสตร์::

Empress
Josephine
ผู้หญิงแต่ละคนที่เอาคนระดับจักรพรรดิ์อยู่เนี่ย
ไม่ใช่เพราะมีความสวยเหนือใคร อย่างCleopatra
ก็ไม่ได้สวยที่สุดในสมัยนั้น
แต่เพราะผู้หญิงเล่านั้นมีความสามารถที่จะดึงผู้ชายอยู่นั่นเอง
แล้วก็ทำให้ผู้ชายรู้สึกได้ว่า
ผู้หญิงคนนี้ไม่เหมือนใครและก็ไม่สามารถหาใครมาแทนที่ได้
Josephine ตอนที่พบกับนโปเลียนนั้นอายุก็
33เข้าไปแล้ว แถมเป็นแม่ม่ายอีกต่างหาก
นโปเลียนตอนนั้นอายุยี่สิบหก
เธอมาชวนนโปเลียนไปงานเลี้ยงของเธอนั่นเอง
ถึงแม้ว่าในงานเลี้ยงจะมีผู้หญิงที่สวยกว่าJosephineอยู่มากมาย
แต่Josephineก็เป็นผู้ที่ถูกรุมล้อมโดยข้าราชการขั้นสูง กวี
นักเขียน นักปราชญ์มากที่สุดอยู่ดี
นัยว่าบุคลิคของเธอนั้นดูประหนึ่งเหมือนนางพญา
แต่ระหว่างงานเลี้ยงนั้นก็จะมีหลายครั้งที่Josephineปลีกตัวเข้ามาคุยกับนโปเลียนบ่อยๆ
นโปเลียนเริ่มไปงานเลี้ยงของเธอบ่อยขึ้น
บางครั้งเธอก็จะแกล้งเป็นไม่สนใจ
แต่หลังจากนั้นเธอก็จะเขียนจดหมายหวานๆไปให้นโปเลียน
จุดที่เป็นรุกฆาตของเธอก็คือ
ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่งเธอให้ความสนใจกับหนุ่มอีกคน
(ซึ่งมีฐานะและอะไรหลายๆอย่างที่สูงกว่านโปเลียน)
เท่ากับที่ให้ความสนใจกับนโปเลียน
ด้วยความอิจฉาหรือรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียไป
ทำให้นโปเลียนรีบรุกฆาต จนในที่สุดก็ได้แต่งงานกับ Josephine
หารู้ไม่ว่าเธอหมายตานโปเลียนมาตั้งแต่แรกแล้ว
หลังจากนั้นนโปเลียนต้องไปรบกับพวกออสเตรีย
เขาเขียนจดหมายพยายามขอให้เธอมาหาเขาอยู่หลายครั้ง
แต่เธอก็เขียนตอบแบบเย็นชาๆ จนกระทั่งเธอยินยอมเดินทางมาพบเขา
แต่ในระหว่างทางเกิดโดนศัตรูสกัด ทำให้เธอต้องหลบไปอีกเมืองหนึ่ง
ทำนโปเลียนเคืองขุนพลของฝ่ายตรงข้ามที่ชื่อ Wurmser
อย่างเอาเป็นเอาตาย
สงสัยว่าที่รบชนะคราวนั้นก็เพราะความเคืองตรงนี้นี่แหละ
Josephine ยังหลบนโปเลียนอยู่อีกหลายครั้ง
จนกระทั่งเธอยอมมาเจอนโปเลียน แต่นโปเลียนโกรธเธอไม่ลงหรอกครับ
ลองคิดดูเองว่าเพราะอะไร
มองออกไหมครับว่าตรงไหน push ตรงไหน pullบ้าง?
อาจจะเห็นว่านโปเลียนดูเหมือนไม่รู้อะไร
แต่คนระดับนั้นเป็นขุนพลคิดหรอครับว่าจะมองเกมส์ที่อีกฝ่ายเล่นไม่ออก
ต่อให้มองออกแต่ถ้าอีกฝ่ายใช้มารยาเป็น มีสไตล์ และเหมาะกับโอกาส
จักรพรรดิ์ยังไปไหนไม่รอดเลย
(นโปเลียนก่อนตายยังเรียกชื่อเพ้อถึง Josephine อยู่เลย *)
อย่าว่าแต่คนธรรมดา
บางคนอ่านแล้วอาจจะไม่เชื่อ..
อันนี้ต้องเจอกับตัวเองครับถึงจะรู้
คนเขียนนี่เจอกะตัวเองมาแล้ว..
*ก่อนตายแล้วไม่ทำใจให้สงบแบบนี้ ต้องไม่สู่สุขคติแน่ๆ
ป่านนี้นโปเลียนคงกำลังปีนต้นงิ้วหรือนั่งอาบน้ำในกระทะทองแดงซักที่ใดที่หนึ่งในนรก 
::วรรณกรรม::

เรื่องนี้มาจากนิยายชื่อ Woman and Puppet by
Pierre Louys
ซึ่งมีพื้นฐานมาจากเรื่องจริงของหนังสือประวัติชีวิตของคาสาโนว่าในตอนที่ชื่อว่า
Miss Charpillon ผมรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้โหดกว่า
Josephineซักสิบเท่าได้
[ยังเขียนไม่เสร็จ
อีกพักใหญ่ๆมาเล่าต่อครับ]
::ไม่ใช่ทุกคนจะรู้::
ถ้าจะให้เปรียบเทียบสิ่งที่พูดมากับเรื่องโจรก่อนหน้านั้น
โจรกระจอกก็ทำตัวเหมือนดึงอีกฝ่ายเข้าหาอย่างเดียว
ส่วนโจรห้าร้อยก็ทำเหมือนพยายามผลักอีกฝ่ายออกไปอย่างเดียว
การดึงเหมือนกับการพยายามทำดีด้วย
การผลักก็คือการพยายามสร้างความเจ็บปวดให้อีกฝ่าย
ซึ่งการดึงและการผลักนั้นมีความสำคัญพอๆกัน
เพราะว่าการที่เราผลักใครออกไป ในขณะเดียวกันเราก็สร้าง
ระยะห่าง ที่จะใช้ดึงอีกฝ่ายเข้ามาเหมือนกัน
วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ทั้งผลักและดึงในเวลาเดียวกัน
ในแรงผลักแฝงแรงดึง และในแรงดึงแฝงแรงผลักอยู่ในตัว
1.
Guilty Conscience
2.
Emotional Roller Coaster
3.
Revealing & Concealing
4.
Good cop/bad cop
5.
Intentional Undermining
listไว้ให้อยากรู้เล่นเฉยๆ ไม่เขียนให้อ่านหรอก
LOL
-----------------------------------
::ทิ้งไว้ให้คิด:: ถ้าการผลักออกแล้วดึงเข้า
หรือดึงเข้าแล้วผลักออกทำให้อีกฝ่ายมีความสุขมากกว่าเดิม หรือว่า
ทำให้อีกฝ่ายไม่เห็นเราเป็นของตาย
เราควรจะทำร้ายหรือว่าแกล้งอีกฝ่าย เพื่อความสุขของอีกฝ่าย และ
ตัวเราเองหรือไม่?
-----------------------------------
::สวนกระแส:: วันนี้คุณแกล้งคนที่คุณรักแล้วหรือยัง?

-----------------------------------
Ps.
1. เรื่องของ Josephine กับ chonchita
ย่อมาจากหนังสือเล่มนึง
แต่ไม่บอกว่าเล่มไหน
2. เรื่อง push & pull
นี่มาจากอีกที่นึงซึ่งก็ไม่บอกอยู่ดีว่าเล่มไหน
:P
3. ขณะกำลังเขียนได
ดอกกุหลาบแพง: เราเข้าไปอ่านไดเทอย้อนหลังมาอ่ะ
ไปป์: แล้ว..? ดอกกุหลาบแพง: โกหกนี่น๊า ไปป์:
โกหกยังไง ดอกกุหลาบแพง: อยู่LAไม่ใช่หรอ ไปป์:
ใช่ครับ ดอกกุหลาบแพง: อ้าว ไปป์:
แล้วโกหกตรงไหนล่ะ ดอกกุหลาบแพง:
แล้ววันนั้นบอกเราอยู่แคลิฟอร์เนียอ่ะ ดอกกุหลาบแพง:
โกหกๆๆๆ ไปป์: โถ่หนู ไปป์:
*มองด้วยสายตามองเด็กน้อย* ดอกกุหลาบแพง: แป๋ว ไปป์: Los
Angeles เป็น county เหมือนแบบอำเภอหนึ่ง
ของ California ไปป์: 55
เพลงประกอบละครจุฬา:
แสนหวาน
ตัวกวน 14 ก.พ. 2548 เวลา 14:30 น.
My boyfriend used to ask his mother, 'How
can I find the right woman for me?' and she would answer,
'Don't worry about finding the right woman- concentrate on
becoming the right man.' [Author unknown] |