|
The
element of style
เมื่อหลายวันก่อนได้รับ forward email จากคุณjoomy
ก็ได้เลยไอเดียมาเขียนไดในวันนี้
อีเมล์ที่ได้คือรูปถ่ายบ้านที่เค้าว่ากันว่าเป็นบ้านของเจ้าของบริษัทแห่งหนึ่ง
(ขอไม่ลงชื่อบริษัท เกิดโดนฟ้องนี่ตายเลย 555555)
เอารูปมาลงให้ดู....

เป็นไงครับ
สวยไม๊ครับ 5555(แหวะ) ยังคุยล้อเล่นกะคุณจุ๋มอยู่เลยว่า
สถาปนิกที่สร้างบ้านหลังนี้เอาอะไรคิด
เข้าใจว่าต้องการจะทำให้เหมือนพระราชวังทางยุโรป
แต่ว่าทำออกมาแล้วดูเหมือนของเลียนแบบถูกๆ
สีที่ใช้ก็....อย่าให้พูด
ถ้าทำแล้วสวยไม่ใกล้เคียงก็อย่าทำเลยดีกว่า.....
เป็นผมๆยอมอยู่คอนโดเล็กๆดีกว่าให้มาอยู่บ้านหลังนี้....
นี่แหละครับข้อแตกต่างระหว่าง..เศรษฐีเก่า และ เศรษฐีใหม่
ให้เดาว่ารายนี้คงจะเป็นเศรษฐีใหม่.....
บ้านนี่บอกนิสัยคนได้เหมือนกันนะครับ
สงสารรายนี้จะมีปมด้อยอะไรซักอย่าง

เริ่มเข้าเรื่องกันเถอะครับ
วันนี้พูดถึงเรื่อง taste และ style ให้เข้ากะไดแฟนของผม
55555... จริงๆแล้วเรื่องของ taste และ style
นี่มันขึ้นอยู่กะแต่ล่ะคนเหมือนกัน.... ยกตัวอย่าง
การแต่งตัวในต่างจังหวัดที่คนในจังหวัดนั้นดูว่าเท่ห์....พอเข้ามากรุงเทพอาจจะกลายเป็นลาวไปเลยก็ได้
หรือนาฬิกาโรเล็กซ์ที่คนบางคนอาจจะเห็นว่าสวยเป็นสัณลักษณ์ของคนรวย
ในสายตาของคนที่รู้จักและสะสมนาฬิกาจริงๆก็คงมองด้วยสายตาที่แหยๆ
(เอ่อถ้าใครใส่อยู่ก็ขออภัยด้วยแหะๆ....)นาฬิกา top 5 ของ swiss
นั้นถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็น Patek phillips, Audemar Piguet,
Vacheron Constantin, Jaeger-Lecoutre, แล้วก็ IWC
โรเล็กซ์นี่ไม่ติดอันดับครับ...
แต่ขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืดเรื่องนาฬิกา
อาจจะเก็บไว้วันอื่น
ถ้าเรื่องของtasteและstyleเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับแต่ละคนแล้ว
แล้วจะเขียนถึงทำไมเพราะแต่ล่ะสังคมเชื้อชาติ
หรือแม้แต่บางคนก็อาจจะไม่เหมือนกัน? ..... คำตอบก็คือ
ในเมื่อสังคมมีหลายระดับ ปัญญาชนก็มีหลายระดับ แสดงว่าในแต่ละระดับก็ต้องมีมาตรฐานของตัวเองใช่ไหมครับ?
... พักเรื่องนี้ไว้ก่อนเดี๋ยวกลับมาใหม่
ตอนนี้ไปสอนจรเข้ว่ายน้ำดีกว่าครับ
Part I: สอนจรเข้ว่ายน้ำ - The rule of
thirds
ที่บอกว่าสอนจรเข้ว่ายน้ำเพราะว่า
คนอ่านหลายคนถ่ายรูปอาจจะรู้จักอันนี้แล้ว
แต่ก็เชื่อว่าอีกหลายๆคนคงยังไม่รู้

*from
photoinf.com
The rule of thirds
เป็นหลักการถ่ายรูปที่ว่าจะให้รูปออกมาดูดีให้พยายามถ่ายโดยให้จุดสนใจอยู่ตรงกับรอยตัดจุดใดจุดหนึ่งในสี่จุด
เหตุผลก็เพราะว่า
การที่ถ่ายรูปแล้วเอาจุดสนใจไว้ตรงกลางนั้น...มันทำให้ไม่มีอะไรน่าสนใจ
เนื่องจากสมองคนเราexpectอะไรที่สมดุลย์
ถ้าถ่ายออกมาให้สมดุลย์โดยที่จุดสนใจอยู่ตรงกลางรูปก็จะดูธรรมดาๆ... (แต่แน่นอน
หลักทุกยอ่างก็ต้องมีข้อยกเว้น...แต่ผมจะไม่ขออธิบายตรงนั้น)
เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ได้มีแฟนชอบถ่ายรูป
โหย....ผมก็ถ่ายอย่างที่คนธรรมดาเค้าถ่ายกันแหละครับ
ไม่ดูการจัดอัตราส่วนหรือจุดสนใจของภาพเลย 55555...
แต่ตอนนี้ก็พอเป็นแล้ว......
รูปสมัยก่อนที่ผมถ่ายถ้าให้คนที่เค้าถ่ายไม่เป็นดูเค้าก็คงจะเห็นว่ามันเฉยๆ
ไม่ดีไม่เลวอะไร ถ้าหน้าคนไม่ดำ ไม่บวม ก็สวยแล้ว
แต่ถ้าให้คนที่ถ่ายเป็นเค้าดูก็คงเห็นว่ายังทำให้ดีได้ขึ้นอีกมาก
แล้วมันเกี่ยวกับหัวข้อวันนี้ยังไง....
ก็อย่างที่บอกว่ามาตรฐานมีหลายแบบ อยากจะอยู่ในมาตรฐานคนธรรมดา
หรือมาตรฐานคนที่พอเป็นบ้างล่ะครับ?
ถ้าอยากจะอยู่ในมาตรฐานของคนที่พอเป็นบางทีก็ต้องเรียนรู้ขวนขวายกันบ้างจริงไหมครับ
เพราะไม่มีใครรู้ทุกด้าน และ เก่งตั้งแต่เกิด
เนื่องจากเวลามีจำกัด เพราะฉะนั้นก็ต้องเลือกใช่ไหมครับ
ว่าอยากจะโฟกัสด้านไหนบ้าง......
Part II: A million dollar
question
เมื่อวานมีรุ่นน้องโทรมาปรึกษาเรื่องความรักอีกแล้ว คุยไปคุยมาอยู่ตอนนึงผมก็ตั้งคำถามขึ้นมาข้อนึง.....
เวลาคนเราก่อนที่จะทำงานก็ต้องเรียนหนังสือใช่ไหมครับ
เพื่อเตรียมพร้อมในการออกไปทำงาน
หรือว่าก่อนที่จะขับรถไปที่ไหนไกลๆก็ต้องดูแผนที่ก่อนเพื่อจะได้ไม่หลง
แล้วทำไมด้านความรัก ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเกือบจะทุกๆคน
ทุ่มทรัพยากรต่างๆ ทั้งจิตใจ อารมณ์ เวลา เงิน เข้าไปกับมัน
ในการที่จะจีบผู้หญิง หรือจีบผู้ชายซักคนหนึ่ง
แต่แปลก...ไม่ยักกะใช้เวลาศึกษาว่าควรทำตัวยังไง
หรือว่าการเป็นแฟนที่ดีทำยังไง แปลกไม๊ครับ?
แล้วทำไมถึงเป็นอย่างงั้น? (ใช่ครับ ความรักอาจจะเรียนไม่ได้
แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่ช่วยประคองความรักให้ไปรอดนั่นน่ะเรียนรู้กันได้)
ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็เปรียบได้กับ
การที่คนเราจะไปจับปลาซักตัว แต่ไม่ได้สังเกตุให้ดีเลยว่า
ปลาประเภทนี้มีลักษณะนิสัยการเป็นอยู่อย่างไร จะเจอได้ที่ไหน
ต้องใช้เหยื่ออะไร ต้องใช้คันเบ็ดแบบไหน
จับมาแล้วจะขอดเกล็ดยังไง
เก็บได้กี่วัน เอามาทำอาหารแบบไหนถึงอร่อย? ต้ม? ทอด?
นึ่ง? ....เปล่า..แทนที่จะทำอย่างงั้น
แต่ล่ะคนมีเครื่องมืออะไรก็ใช้ตามที่มีอยู่นั่นแหละ สวิงบ้าง
ตะแกรงบ้าง ตามมีตามเกิด
คือมีอะไรที่ตัวเองมีอยู่ก็คว้าออกมาแล้วก็เดินดุ่มๆไปตกปลาหวังว่าจะได้ปลามาซักตัว
lol... (จริงๆเคยเปรียบเทียบเรื่องตกปลาไว้แล้วในไดเรื่องการเป็นตัวของตัวเองกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ)
ถ้าจะให้ยกตัวอย่างจริงๆก็เช่น.....
การจูบอย่างที่เคยเขียนไว้ในเรื่อง the art of kissing
คนอ่านบางคนอาจจะคิดว่า มันไม่เกี่ยวกันหรอก สำคัญที่ความรัก....
หรอครับ? จริงอยู่ passion สำคัญที่สุด แต่ผมว่า.....
passion =
good
passion + technique =
great!.
(อย่างที่เคยเขียนไว้ในเรื่อง Attitude ว่า
good is the worst enemy of great)
มันมีข้อแตกต่างแน่นอนระหว่าง.... จูบแล้วเฉยๆ กับ
จูบแล้วอีกฝ่ายบอกมาว่า that's the best kiss I've ever had.
*giggle* . ชีวิตคนเราใช้เวลาไปกับการจูบเท่าไหร่ ก็คงเยอะอยู่
แค่เสียเวลานั่งศึกษาวิธีที่ดีที่สุดแค่ชั่วโมงหนึ่ง... Return
of investment โอ้ยคุ้มแสนคุ้ม LOL
ติดเรท = on*
(ใครจะข้ามก็ข้ามได้นะครับ
อายุต่ำว่า18โปรดใช้วิจราณญาณในการอ่าน)
หรือถ้าจะให้เคลียร์กว่านี้ไปอีกก็ต้องพูดถึงการมี sex
5555. หลายคนที่มีประสบการณ์หรือยังไม่มีก็เถอะ
อาจจะคิดว่ามันเป็นแค่ส่วนประกอบของชีวิตคู่
แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด ... อันนี้ก็แล้วแต่คู่ครับ
แต่จะยกตัวอย่างให้ฟังว่า
เรื่องอย่างงี้ทำให้เกิดปัญหาร้าวฉานในครอบครัวได้เหมือนกันถ้าผู้ชายเนี่ยทำไม่เป็น...
5555
เพราะว่าการมีsexไม่ใช่เป็นการสักแต่ว่าทำ
เพราะว่าสรีระร่างกายของผู้หญิงทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ถึงจุดสุดยอดช้ากว่าผู้ชาย
ซึ่งถ้าผู้ชายทำโดยเน้นที่ความสุขของตัวเองเป็นใหญ่คงจะเสร็จก่อนผู้หญิง
บางทีต้องยั้งๆต้องผ่อนบ้างดูปฏิกริยาจากอีกฝ่ายเพื่อจะรอไปด้วยกัน...(ไปไหน?
lol)
ถ้าทำเพื่อความสุขตัวเองอย่างเดียว
แล้วหนำซ้ำผู้หญิงไม่ถึงด้วยเนี่ย ผู้หญิงจะดูออกครับ...แล้วก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีค่าแค่เรื่องอย่างงี้
นานๆไปเข้าก็จะเบื่อ และ....เซ็ง lol
แต่ในเมื่อผู้ชายต้องการเรื่อยๆ แต่ผู้หญิงไม่อยากสนอง
ทีนี้ล่ะก็มีปัญหาแล้วแต่ดีกรีความเสี้ยนของแต่ล่ะคน ทะเลาะ?
นอกใจ? อันนี้ก็แล้วแต่คู่
เขียนเหมือนรู้ดี....อ้าว.....ก็รู้ดีจริงๆ been there,
done that
555 แต่วิธีแก้ก็อย่างที่บอกไว้ย่อหน้าก่อนนั่นแหละ อิอิ
And as usual, there's
a hugh differences between having sex and making love but this
is not pertinent to the discussion so I will not address this
issue in today's topic
ติดเรท = off*
(ไม่อ่านแล้วจะเสียใจ 55555)
สรุป....ไม่ได้เขียนเอามัน(อย่างเดียว) แต่ว่า
อยากย้อนไปถึงคำถามที่ถามไปตอนแรกของ part
นี้แหละว่าของอย่างงี้คนมักมองข้าม เพราะคิดว่าตัวเองทำได้ดีแล้ว
รู้ไปซะทุกอย่าง ซึ่งมันไม่จริง...
แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะสนใจที่จะเรียนรู้ ทั้งๆที่
เรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ครอบครัว เป็นเรื่องสำคัญมากๆ
คือทุ่มเทให้กับมันแต่ไม่มีหลักและtechniqueที่ดีว่างั้นเถอะ....ซึ่งของอย่างงี้มันเรียนรู้กันได้
แล้วจะเรียนรู้อะไรล่ะ
มันมีหลายอย่าง แต่ไดวันนี้เขียนถึง taste และ
style...ในการ...อยากรู้ล่ะสิ
งั้น...ก็ต้องอ่านต่อปายย
Part III: The tale of
Prince Genji

เรื่องของเจ้าชายเกนจิก็มีอยู่ว่า......
.
.
.
เอ๊ะท่าทางไดจะยาวไปแล้วนะเนี่ย ไว้เขียนต่อ part
III กับ part IV วันหน้าละกันครับ LOL...
--------------------------------------------------------
ps. 1.
จะเห็นว่ามีอ้างอิงถึงที่เขียนไว้เก่าๆบ่อย
เหตุผลก็คือคิดไว้ว่าวันนึงอาจจะรวมเล่มเป็นหนังสือ
แล้วนอกจากนี้ถ้าใครอ่านไดนี้นานพอควรจะเห็นว่า มี theme
ที่ร้อยบทความที่เขียนทั้งหมดเข้าด้วยกันคือ quote
ที่คุณเห็นลงท้ายของทุกวันคือ Don't worry about finding the
right woman, just concentrate on being the right man
นั่นแหละ
2. ตามปกติ แปะก่อน
ตามเมนท์ไดเก่าทีหลัง
เพราะว่าไม่อยากให้ความรู้สึกว่าต้องไปตามเมนท์มาทำให้อารมณ์การเขียนหดหายไป
จะเก็บไว้ตามตอนมีอารมณ์อยากอ่านไดคนอื่นดีกว่า
3. ปิดเมนท์
เพื่อความบันเทิงเริงใจในการตอบ เพราะเป็น sensitive topic
555555 (รู้นะ อยากรู้ว่าคนอื่นตอบว่ายังไงล่ะเซ่ แบร่
:P)
Savage Garden:
Universe
ตัวกวน 23 ม.ค. 2548 เวลา 15:03 น.
My boyfriend used to ask his mother, 'How
can I find the right woman for me?' and she would answer,
'Don't worry about finding the right woman- concentrate on
becoming the right man.' [Author unknown] |