|
ภาษาอังกฤษวันละคำ
ไดวันนี้ ยาวอีกแล้วครับ LOL.
รู้แน่ว่าวันนี้ที่เขียนต้องล่อเป้าแน่ๆ อิอิ
แต่....มันเป็นพื้นฐานที่จะใช้ในการเขียนไดในวันหลังๆ
เนื้อหาอาจจะหนักไปนิด บางเรื่องอาจจะนามธรรมไปหน่อย
บางคนอาจจะไม่เห็นด้วย แต่...จะเขียน มีอะไรป่ะ 555555
ภาษาอังกฤษวันละคำวันนี้เสนอ....คำว่า
----------------------------------------------
Part I:
บทนำ

Manipulate: to control or play
upon by artful, unfair, or insidious means especially to one's
own advantage*
*definition from webster
dictionary
ถ้าจะแปลเป็นไทย
ผมยังนึกไม่ออกว่าจะใช้ภาษาไทยคำไหน
แต่ถ้าแปลตามความหมายก็คงหมายความว่า "ควบคุมอย่างมีชั้นเชิง อย่างไม่ยุติธรรม
เพื่อตัวเอง" ไม่รู้คำว่า "ปั่นหัว" จะตรงรึเปล่า
น่าจะใกล้เคียงครับ
ถ้ามองในแง่ของ การควบคุมอย่างมีชั้นเชิง เพื่อตัวเอง
(ตัดคำว่า อย่างไม่ยุติธรรม
ออกไปก่อนชั่วคราว).....เห็นอะไรไหมครับ
ลองคิดดีๆว่า
ในชีวิตเราเนี่ยมีสิ่งไหนที่เราทำบ้างที่เป็นการปั่นหัว
หรือว่าอะไรที่เราโดนปั่นหัวมาบ้าง
- ตอนเด็กๆ
พอไม่ได้ของเล่นก็ร้องไห้งอแง
ถ้าพ่อแม่คนไหนใจดีหน่อยแล้วทนไม่ไหวก็ต้องยอมซื้อของเล่นให้ลูก
- คนบรรยายเก่งๆ
มักจะสอดแทรกเรื่องตลก
เพื่อทำให้คนฟังในหอประชุมไม่เบื่อ
- ดูละครน้ำเน่า ก่อนจะจบตอน
ชอบเกิดเรื่องทิ้งไว้ให้อยากรู้ว่าจะเป็นยังไงในตอนต่อไป
- เวลาสัมภาษณ์งาน
ต้องเลือกดึงด้านที่ดี ด้านที่แข็งของตัวเองมาพูด
เพื่อให้คนสัมภาษณ์ประทับใจ
- ต่อกับคนขายเวลาซื้อของ
- ผู้ชายจีบผู้หญิงนี่ก็ใช่...
ทำดี เอาใจ เพื่อให้อีกฝ่ายนึงชอบ
ผมว่าจริงๆแล้วอะไรต่างๆที่เราทำเพื่อผลประโยชน์ของเราเอง
ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว
ผมว่าจริงๆมันก็ใช่หมดแหละ ถ้าจะบอกว่า
- มันต่างกันที่ชั้นเชิง? :
แล้วคำว่า ชั้นเชิง ล่ะ? เพราะว่าสิ่งที่คนนึงมองว่าเป็นการ
ใช้ชั้นเชิง สำหรับคนอีกส่วนนึงอาจจะมองเห็นว่ามันเป็นมารยาท
หรือ มันเป็นสิ่งธรรมดาที่ใครๆก็รู้หรือควรจะรู้ก็ได้
จะวัดกันตรงไหนจริงไหมครับ
- มันต่างกันที่เจตนาว่าดี หรือ
ไม่ดี? : แต่สุดท้ายแล้วก็ทำเพื่อตัวเองไม่ใช่หรอ
ในกรณีคนเราอาจจะบอกว่าทำเพราะหวังดีกับอีกฝ่าย
แต่จริงๆแล้วก็เพื่อตัวเองเหมือนกันในแง่ที่ว่า
ทำแล้วรู้สึกดี..กะตัวเอง ที่คิดว่าได้ช่วยอีกฝ่าย
เคยรึเปล่าครับที่ทำดีกะใครหรือให้ใครซักคน
เพราะตัวเองรู้สึกผิด lol..
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผลที่ออกมาได้จะดีเต็มร้อย
แต่อย่างน้อยตัวเองก็จะได้ไม่รู้สึกแย่
นั่นล่ะครับ
สิ่งที่ผมอยากจะสื่อในภาคแรกก็คือว่าคนมักมองว่าการปั่นหัวเป็นสิ่งไม่ดี
แต่จริงๆแล้วเราก็ทำกันอยู่ทุกวันเป็นประจำแหละครับ
เพียงแต่เราอาจจะไม่รู้สึกเวลาเราทำกับคนอื่น
แต่ถ้าเราโดนทำโดยคนอื่นเราจะรู้สึกไม่ดี (เข้าทำนอง double
standard :P )
Part II:
อย่างไม่ยุติธรรม
คนเรามักจะบ่นๆว่า
ไม่มีอะไรในโลกที่ยุติธรรม แต่ในขณะที่สังคมพยายามแสดงให้เห็นว่าบางสิ่งบางอย่างนี่โปร่งใสหรือยุติธรรมเท่าเทียมกันจริงๆ
ในรูปของสิทธิ(เพื่อประโยชน์ตัวเอง? เพื่อประโยชน์ส่วนรวม?
เพื่อความสงบสุข?)
- สิทธิการโดนพิพากษาคดีอย่างเป็นธรรม (ในอเมริกา)
คือถ้าคนที่ต้องขึ้นศาลแล้วไม่มีเงินจ้างทนาย
ทางรัฐจะจัดทนายให้
- รู้สึกว่าเมืองไทยจะมีกฏข้อบังคับว่าต้องเรียนจบอย่างน้อย
ป.หก เพราะฉะนั้น
โรงเรียนของรัฐส่วนใหญ่ค่าเทอมจะถูกมากเพื่อให้ทุกคนได้มีสิทธิ์เล่าเรียนเท่าเทียมกัน
- สิทธิการได้รับการพิจราณาเข้ารับทำงานโดยไม่เลือกเชื้อชาติ
ศาสนา หรือ เพศ (ในอเมริกา)
และอื่นๆอีกหลายอย่างแต่ง่วงแล้วคิดไม่ออก55
ดูยุติธรรมดีไหมครับ แต่จริงๆแล้วผมว่ามันเป็นภาพลวงมากกว่า
ทำไมหรอครับ?
- จริงอยู่ถึงแม้ว่าถ้าไม่มีเงินจ้างทนาย
ทางรัฐจะจัดทนายให้ แต่ในคดีอาญานั้น คนที่มีเงินส่วนใหญ่จะชนะ
เพราะว่าสามารถจ้างทนายส่วนตัวเก่งๆได้
จ้างผู้เชียวชาญมาเป็นพยานเข้าข้างฝ่ายตัวเองได้
ขนาดเลือกลูกขุนยังสามารถจ้างคนมาช่วยเลือกให้ได้เลย
เพื่อที่จะเลือกลูกขุนที่ดูแล้วจะตัดสินคดีเข้าข้างเรามากที่สุด
- แต่ใครที่มีตังจะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนวัดจริงไหมครับ
ก็เห็นขวนขวายพยายามเข้าโรงเรียนเอกชนดีๆจ่ายแป๊ะเจี๊ยะแพงๆ
ก็คุณภาพการสอนมันไม่เหมือนกัน ขนาดโรงเรียนเดียวกัน
อาจารย์ดีๆก็ยังถูกจัดไปสอนห้องเด็กเก่งๆเลย
- จริงๆน่าจะพูดว่ามีความเท่าเทียมกันในการส่งใบสมัครมากกว่า
คือทุกคนมีสิทธิส่งใบสมัครงานเท่ากัน
ส่วนเวลาเค้าคัดมันก็แล้วแต่เส้น
นโยบายของบริษัทที่ไม่ได้เขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ...
ยกตัวอย่างเช่น abercrombie ที่ตอนนี้ดังๆที่ไทยน่ะ
เจอฟ้องต้องจ่ายเงินมากมาย เพราะว่าพี่แกไม่จ้างพนักงาน เอเชีย
หรือ คนดำเลย จ้างแต่คนขาว สุดท้ายก็เลยโดนซิว
:)
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลือกนอกดูว่ายุติธรรมแต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่เชิง
หรือว่าคำว่ายุติธรรมนี่หมายถึงว่า ยุติธรรมขั้นต่ำ
คือยุติธรรมถึงแค่จุดๆนึงที่เป็นbasic
need
แต่พอเกินจากนั้นไปใครจะขวนขวายหรือเล่นวิชามารก็ตามสะดวก?
สุดท้ายแล้วผมก็ว่า
มันไม่มีอะไรที่ยุติธรรมแบบที่สมบูรณ์พร้อม หรอก
หรือถ้าจะมองจริงๆก็คือมันไม่มีความยุติธรรมในโลกนั่นแหละ
เพราะฉะนั้นคำว่า อย่างไม่ยุติธรรม
มันก็...ไม่จำเป็นจะต้องใช้ในคำแปลของคำว่าปั่นหัว
:)
Part III: Tying it all
together

Charles de
Gaulle
วันที่ 24 มิถุนายน ปี
1960 ได้เกิดปฏิวัติขึ้นในประเทศ Algeria
ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นอนาณิคมของฝรั่งเศสอยู่
เรื่องของเรื่องคือว่าทหารพวกขวาจัด พยายามจะขัดขวาง ฏีกาของ de
Gaulle ที่จะให้อิสรภาพกับประเทศ Algeria
ถ้าหากจำเป็นพวกทหารเหล่านั้นยังขู่ที่จะยึดประเทศAlgeriaในนามของฝรั่งเศสอีกด้วย
de Gaulle
ก็เงียบอยู่หลายวัน
จนวันหนึ่งแกก็ได้ออกโทรทัศน์เพื่อกล่าวสุนทรพจน์
แต่สิ่งที่ทำให้ประชนชนที่ดูโทรทัศน์ตกใจก็คือ de Gaulle
แต่งชุดทหารสมัยที่แกยังรบสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อยี่สิบปีมาแล้วออกมา
(แกไม่ได้ใส่ชุดนี้มาแล้วยี่สิบปีนั่นเอง) de Gaulle
เป็นที่โด่งดังมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองในฐานะผู้ที่กอบกู้ฝรั่งเศสในช่วงที่ตกต่ำที่สุด
แกเริ่มท้าวความถึงตอนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ที่ทุกคนช่วยกันทำให้ฝรั่งเศสเป็นอิสระจากการยึดครองของนาซีเยอรมัน
แล้วก็เชื่อมมาถึง การที่ฝรั่งเศสจะประกาศอิสรภาพให้กับ Algeria
ด้วยสปิริตเดียวกัน แล้วสุดท้ายแกก็จบด้วย
คำพูดที่แกพูดไว้ในสมัยสงครามโลกว่า "Once again I call all
Frenchmen, wherever they are, whatever they are, to reunite
with France. Vive la Replublique! Viva la France"
สุนทรภพนี้ให้ผลสองอย่าง การที่ de Gaulle
แต่งชุดทหารออกมานั้นเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อให้พวกปฎิวัติเด็ดขาด
(พร้อมรบ ประมาณนั้น). นอกจากนี้การแต่งชุดทหารออกมานั้นยังทำให้เป็นการดึงเอาความทรงจำสมัยสงครามโลกของชาวฝรั่งเศสออกมา
(ถ้าใครอ่าน entry ที่แล้ว... ก็นั่นล่ะครับ หลักการเดียวกับ
Pavlovian dog) ผลสุดท้ายหรอครับพวกปฎิวัติยอมแพ้ครับ
ชนะได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อซักนิด....
แต่ได้โดยการปั่นหัวแบบมวลชนผ่านโทรทัศน์นี่แหละ
แล้วก็คงไม่มีใครสงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะการที่ de
Gaulle ออกมากล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนั้น
(เพราะฉะนั้นรัฐบาลถึงให้ความสำคัญกับสื่อไงครับ
เพราะว่าสื่อเนี่ยเป็นตัวกลางที่ใช้ปั่นหัวประชาชนได้อย่างดี
ตอนนี้ ช่อง 3: มาลีนนท์, ช่อง 5: ทัพบก, itv
นี่ก็โดนคุมไปแล้ว)
จากที่เขียนไว้เมื่อวันก่อนๆว่า
ผมการที่คนเราประสบความสำเร็จได้เนี่ย
มันก็ต้องมีเหยียบหัวข้ามคนไปบ้าง แต่นอกจากนั้นแล้ว
ผมว่าเหตุการณ์สำคัญๆทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเนี่ย
มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะบังเอิญ แต่...มันเกิดขึ้นได้เพราะการเตรียมการคำนวณ(และแน่นอนมีการปั่นหัว)อย่างรอบคอบ
และ history is likely to repeat itself
การที่จะเรียนรู้เรื่องพวกนี้ไว้บ้างก็คงเป็นสิ่งที่ดี
ถีงแม้จะไม่เอาไปปั่นหัวคนอื่น
แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราสามารถสังเกตุได้ว่า
เอคนที่เราต้องติดต่อด้วยนั้นกำลังปั่นหัวเราอยู่รึเปล่า
สรุปท้ายสุด
ความคิดของผมคือว่าการปั่นหัวคนก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายอะไร
ถ้าไม่ได้ไป โกหกหลอกลวงอีกฝ่าย
ให้ร้ายป้ายสีอีกฝ่าย หรือ ใช้กำลังบังคับอีกฝ่าย
สำหรับคนที่มีความสามารถพอ
ในบางสถานการณ์ อีกฝ่ายรู้ว่าถูกปั่นหัว ยังยอมให้ปั่นเล้ยย
lol..
จริงๆก็มีอุบายก้นถุงเก็บไว้บ้าง...แต่...เรื่องอะไรผมจะบอก
อิอิ
-------------------------------------------------------
ps. 1. อัพเดทส่วน webpage ทั้งหมด แล้วเพิ่ม My
Favorite Entries รวมไดของผมเองที่เขียนแล้วผมชอบ (ขอบคุณคุณ
aoministry สำหรับไอเดีย จะตามไปอ่านครบไม๊คราวนี้ อิอิ
จะเผลอพิมพ์ animosity อีกแล้ว 5555)
2. เอ๊ะเดี๋ยวนี้เป็นไร
เขียนทีไรออกมาเป็นสามภาคทุกทีเลย แถมเขียนยาวขึ้นเรื่อยๆ -_-''
ไม่ได้ๆ brevity is the soul of wit :P
3. เห็นพูดถึงความยุติธรรม...ไม่ต้องห่วงครับ
ผมยังรักประชาธิปไตย และ ระบบทุนนิยมอยู่
55555....เพียงแต่เรื่องบางเรื่องที่จะเขียนหลังจากนี้อาจจะมีพูดถึงเทคนิคการ
ปั่นหัว lol...เคยต้องเขียนให้เคลียร์ๆไว้ก่อน
4. *เรื่องของ Charles de Gaulle
ก็แปลมาจากหนังสือเล่มเดียวกันกับที่แปลเอาเรื่อง Don
Juanมาเขียนนั่นแหละ อิอิ
5. แปะก่อนตามเมนท์ทีหลัง :P
ตัวกวน 21 ม.ค. 2548 เวลา 15:18 น.
My boyfriend used to ask his mother, 'How
can I find the right woman for me?' and she would answer,
'Don't worry about finding the right woman- concentrate on
becoming the right man.' [Author unknown] |