|
Pareto
Law

เริ่มต้นปีใหม่ปีนี้เห็นหลายๆคนตั้งเป้าไว้ว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างงี้
ตามประสาคนชอบขัด อิอิ ก็เลยจะบอกไว้ว่า
ที่คิดว่าจะทำให้ดีที่สุดน่ะมันไม่ได้ดีที่สุดตลอดเวลาหรอกครับ
:P. เห็นภาพข้างบนแล้วดูคุ้นๆไม๊เอ่ย
ถ้าใครเรียนมหาลัยก็คงจะคุ้นหน้าคุ้นตาจะเจ้านี่ดี มันคือ bell
curve ที่ใช้ตัดเกรดไงครับ
คือคนเราไม่ว่าจะทำอะไรไม่มีทางได้100%ตลอดเวลาอยู่แล้ว (the law
of average) ส่วนใหญ่ก็อยู่ตรงกลาง
ถ้าจิตตกหน่อยก็ไปอยู่ทางด้านซ้ายๆ
นานๆอารมณ์ดีๆวันดีๆก็ได้ทางขวา
เพราะฉะนั้นถ้าทำอะไรแล้วมันไม่ได้ดั่งใจ ก็จะได้ปลงว่า
จะให้ได้ดั่งใจตลอดเวลานั้นน่ะ ไม่มีทาง อิอิ

ในเมื่อคนเราไม่สามารถจะทำอะไรเต็มร้อยได้ตลอดเวลา
ก็ควรที่จะมุ่งเป้าไปในสิ่งที่ให้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งก็ดูได้จาก
Pareto Law หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า 80/20
principle
Pareto Law
นี้ถูกค้นพบโดยนักเศรตศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ Vilfredo Pareo ในปี
1987 ตอนนั้นตา Vilfredo
เนี่ยทำวิจัยเกี่ยวกับรายได้ของคนในอังกฤษ เค้าพบว่า
อัตราส่วนของรายได้ประชนชนเนี่ยค่อนข้างคงที่อยู่ที่ประมาณ 80/20
คือว่า 20% ของประชากรทั้งหมด มีรายได้รวมกัน 80%
ของรายได้รวมทั้งหมด
แล้วอัตราส่วนนี้ก็เป็นจริงสำหรับประชากรในประเทศอื่นด้วย
แต่เผอิญParetoอธิบายกฏนี้ไม่ค่อยดี ก็เลยเป็นที่ลืมกันไป
(คนอิตาลีนี่ไม่เหมาะเป็นนักวิชาการจริงๆ เป็น กุ๊ก ไม่ก็
designer ถึงจะwork อิอิ)
พอปี 1949 George Zipf
ก็"ค้นพบ"กฏอันนี้อีกครั้ง ใจความว่า ทรัพยากรเนี่ยไม่ว่าจะคน
สินค้า เวลา ไม่มีความสมดุลย์ระหว่าง input กับ output
โดยที่ 20-30% ของทรัพยากรที่ใช้ไป จะส่งผลกระทบถึง 70-80%
ของผลกระทบทั้งหมด แล้ว
70-80%ของทรัพยากรที่เหลือจะส่งผลแค่ 10-20%
ของผลกระทบทั้งหมดเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น....
- 80% ของรายได้บริษัท มาจาก 20%
ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด
(ลูกค้าประจำหรือลูกค้ารายใหญ่นั่นเอง.... ส่วนอีก 80%
เป็นลูกค้ารายเล็กหรือลูกค้าขาจร)
- 80% ของงานที่ทำ ใช้เวลาแค่
20% ของเวลาทั้งหมด (เวลาที่เหลือเอาไปอ่านไดฮับ? :P)
- 20% ของเสื้อผ้าทั้งหมด
จะใส่ประมาณ 80% ของเวลาที่ใส่ทั้งหมด (เสื้อตัวเก่ง?
อันนี้คงใช้ไม่ได้กับเสื้อผ้าผู้หญิง 5555)
- 80% ของความรู้ที่ใช้ทำงาน
มาจาก 20%ของที่เรียน (ทีเหลือคืนอาจารย์หมด)
- 20% ของคนที่เรารู้จัก
จะส่งกระทบ 80% ของชีวิตเรา (เวลา 80% ของชีวิตเรา หมดไปกับ
20% ของคนที่เรารู้จัก)
- 20%
ของเวลาทั้งหมดในชีวิตจะเจอ 80% ของเรื่องแย่ๆ (และ 20%
ของเวลาทั้งหมดในชีวิตจะเจอ 80% ของเรื่องที่ดีๆเช่นกัน)
ถ้าดูเปรียบเทียบกับ bell curve จะเห็นว่ามันค่อนข้าง
make sense เกี่ยวกับตอนที่พูดตอนต้นเรื่อง the law of
average
- 80% of good sex come from 20%
of the times????????? LOL
อัตราส่วนนี้อาจจะไม่ได้เป็นที่ 80/20
เป๊ะๆสำหรับทุกอย่างแล้วก็ทุกคน
แต่ความไม่สมดุลย์ก็ยังมีอยู่ทุกที่
ลองสังเกตุกันบ้างไหมครับว่าทรัพยากรรอบตัวคุณมีความไม่สมดุลย์ตามอัตราส่วนนี้รึเปล่า
ซึ่งความไม่สมดุลย์นี้แหละ
ที่เราสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ถ้าต้องการจะ optimize
การใช้เวลา
ก็พยายามดูว่าสิ่งไหนที่เราทำแล้วมีผลกระทบในทางดีเยอะสุดก็ทำสิ่งนั้น
แล้วก็ลดๆสิ่งที่ทำแล้วผลกระทบได้น้อย.... คือเลือกที่จะทำ 20%
ส่วนที่ทำให้เกิดผล 80% เป็นอย่างแรกแทนที่จะเลือกทำ
80%ส่วนที่ทำให้เกิดผล 20% ก่อน.....
ยกตัวอย่างเช่นควรดูให้เวลากับคนที่มีความสำคัญในชีวิตเรา (พ่อ
แม่ แฟน อิอิ) มากกว่าเอาเวลาไปใช้อ่านไดฮับ??
55555....
ปีใหม่แล้วขอให้ทุกคนมีความสุขขึ้นๆลงๆ(ตาม the
law of average haha) และใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด (เงิน, เวลา,
หัวใจ?) ได้อย่างมีประสิทธิภาพละกันครับ
Reference:
เอามาจากหนังสือเล่มนี้แหละ

The Beautiful South : Rotterdam
ตัวกวน 5 ม.ค. 2548 เวลา 12:07 น.
My boyfriend used to ask his mother, 'How
can I find the right woman for me?' and she would answer,
'Don't worry about finding the right woman- concentrate on
becoming the right man.' [Author unknown] |